Showing posts with label วัดทางภาคอีสาน. Show all posts
Showing posts with label วัดทางภาคอีสาน. Show all posts

พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

โดย กรรณิการ์ พรยิ้ม

มหาเจดีย์โบราณซึ่งได้รับซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “จอมเจดีย์” 1 ใน 8 องค์ของประเทศไทย โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงยกย่องนั้นคือ พระธาตุพนม ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์มานานซึ่งเป็นที่บรรจุพระพุทธอุรังคธาตุ ที่แปลกันมาว่า “พระธาตุหัวอกพระพุทธเจ้า” เป็นพุทธเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของแผ่นดินไทยล้านช้างมาแต่โบราณกาล ซึ่งแม้จะพ้นผ่ากาลเวลามาเนินช้าแล้ว หากแต่ความเคารพความศรัทธายิ่งทวีมากยิ่งขึ้น

"สุสณฺณรชตํ รตนํ ปณีตํ พุทฺธอุรงฺคเจติยํ อหํ วฺนทามิ สพฺพทา" คำนมัสการยอดพระบรมอุรังคธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนชยางกูร บ้านธาตุพนม ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นคำสวดภาษาบาลีนอกจากจะสวดบูชาพระธาตุพนมแล้วยังบ่งบอกประวัติความเป็นมาของพระธาตุพนมได้เป็นอย่างดี “ข้าพเจ้าขอนมัสการพระบรมอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระมหากัสสปเถระเจ้า นำมาฐาปนาไว้ ณ ภูกำพร้า ด้วยเศียรเกล้าของข้าพเจ้า แล้วจักกล่าวประวัติย่อองค์พระธาตุพนม อันเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธองค์ ขออันตรายอย่าได้มีมา จงเจริญศรัทธาของสาธุชนสัตบุรุษผู้มีจิตบริสุทธิ์ทั้งมวลเทอญ” ซึ่งประวัติตำนานความเป็นมากล่าวโดยย่อมีดังนี้


รูปที่ 1 สภาพพระธาตุพนมที่หักโค่นลงในปี พ.ศ.2518

องค์พระธาตุพนม ตามตำนานกล่าวไว้ว่าสร้างครั้งแรกในราวพุทธศักราชที่ 8 ผู้ที่สร้าง คือ พระมหากัสสปะ พร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ โดยได้นำพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหัวอกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ในพระธาตุ ผู้ที่ร่วมช่วยในการสร้างพระธาตุนี้คือ ท้าวพระยาทั้ง 5 พระองค์ได้แก่ 1.พญาจุลณีพรหมทัต 2.พญาอินทปัตถนคร 3.พญาคำแดง 4.พญานันทแสน 5.พญาสุวรรณภิงคาร พากันยกโยธามาช่วยสร้างพระธาตุพนมจนเสร็จ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2233 - 2245 ซึ่งเป็นการบูรณะครั้งที่ 4 เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก หรือประชาชนทั่วไปเรียกว่า ญาคูขี้หอม ท่านเป็นมหาเถระที่มีพลังจิตสูง เป็นที่เคารพรักของประชาชน ท่านมีความเลื่อมใสศรัทธาพระธาตุพนมเป็นอันมาก จึงได้เดินทางมาจากนครเวียงจันทร์ เจ้าราชครูองค์นี้ ได้นำมหรรฆภัณฑ์อันมีค่าเข้ามาบรรจุมากที่สุด เพราะมีญาติโยมและคนเชื่อถือศรัทธามาก ได้แก่ พระพุทธรูปเก่าแก่มากมายหลายยุคหลายสมัย และท่านยังได้จัดสร้างยอดพระธาตุ หล่อด้วยโลหะสำริด พร้อมทั้งฉัตรทองคำ 7 ชั้น ที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า มีลวดลายเฉพาะตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะล้านช้างและผอูบสำหรับองค์เดิมที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (รูปที่ 1พระธาตุองค์เดิม)

ศิลปะที่ใช้สร้างสันนิษฐานว่าเป็นศิลปะแบบปราสาทเขมร-จาม หรือที่เรียกว่าแบบไพรกเมง-กำพงพระ สมัยกาลผ่านพ้นสู่ยุคปัจจุบัน ณ วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พุทธศักราช 2518 ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ เวลา 19 นาฬิกา 38 นาที ได้มีพายุฝนตกหนัก ลมพายุพัดกรรโชกแรง พระธาตุพนมอันเป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมือง ก็ได้พังทลายลงมาทางทิศตะวันออกทั้งองค์ พระธาตุพนมล้มแล้ว “ดั่งดวงแก้วตกต้องแผ่น” พระบรมธาตุอันเป็นที่สถิตดวงใจแห่งศรัทธาในพระศาสนาของประชาชนได้พินาศด้วยน้ำมือของธรรมชาติที่มิอาจหักห้ามได้ แต่กระนั้นก็ได้ทำได้เกิดการค้นพบสิ่งมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดนั้นคือ พระอุรังคธาตุที่บรรจุอยุ่ในผอบทองคำซึ่งซ้อนสลับกันถึง 6 ชั้นภายในผอูบสำริด โดยปรากฏพระอุรังธาตุจำนวน 8 องค์ภายในนั้น


รูปที่ 2 ผอูบสำริด


รูปที่ 3 พระอุรังคธาตุ

จนนำมาสู่การกอบกู้จิตใจของประชาชนให้สถิตดำรงคงดังเดิม ในวันที่ 26 ธันวาคม 2518- 1 มกราคม 2519 (7 วัน 7 คืน) จึงได้มีงานสมโภชพระอุรังคธาตุขึ้นมาในรูปแบบใหม่ซึ่งมีการก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยมเหมือนของเดิม ซึ่งมีความสูงจากระดับพื้นดิน 53.60 เมตร ฐานวัดระดับพื้นกว้างด้านละ 13 เมตร วัดสูงจากระดับพื้นดิน 64 เซนติเมตร กว้างด้านละ 12.33 เมตร โดยเป็นการก่อสร้างของกรมศิลปากรซึ่งก่อนจะเข้าไปภายในพระธาตุพนมนั้น จะมีบันไดทางขึ้นเป็นรูปพญานาคสามเศียร 2 ตน ประดับสองข้างทางราวบันได ซึ่งถือว่าเป็นผู้พิทักษ์รักษาคุ้มครององค์พระธาตุพนม

ศิลปะของพระธาตุพนมเริ่มตั้งแต่ชั้นแรก เป็นชั้นของพระพุทธรูป ภายในองค์พระธาตุพนมทั้งหมดมี 4 ชั้น คือ ชั้นที่ 1 เป็นภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในซุ้มพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับนั่งอยู่ บนบัลลังก์นาค โดยเฉพาะองค์พระพุทธเจ้าเป็นงานจิตรกรรม คือ ปิดทองแล้วตัดเส้นด้วยสี ส่วนที่เป็นลวดลาย คือซุ้มพระและลายส่วนประกอบเป็นงานประติมากรรม เมื่อดูแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกว่า มีความสง่างาม บริสุทธิ์ และเบาลอย ชั้นที่ 2 เป็นชั้นพระธรรม ได้สร้างเป็นรูปแบบพระธรรมจักรประดิษฐานบนแท่นบัลลังก์นาค ภายในรูปพระธรรมจักรประกอบด้วยซีก 37 ซีก อันหมายถึง โพธิปักขิยธรรม ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ 37 ประการ ธรรมจักร ก็คือจักรคือธรรม หมุนไปหมุนไปตามกรรมจนเข้าถึงมรรค 8 และถึงจุดดวงแก้วใสๆ คือ พระนิพพาน ตามลำดับ

ชั้นที่ 3 คือ ชั้นพระอุรังคธาตุ ตรงส่วนกลางเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุ ปิดด้วยทองคำ ระเบียงรอบทำเป็นรูปพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ประทับอยู่ภายในซุ้ม แสดงถึงว่า พระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ มี 5 พระองค์ ชั้นที่ 4 คือ ชั้นมณฑป รอบพระอุรังคธาตุรูปทรงโปร่ง ซึ่งได้พัฒนามาจากผอูบสำริดของเก่าในองค์พระธาตุเดิม โดยได้ออกแบบและพัฒนารูปแบบให้เป็นรูปทรงในยุคปัจจุบัน โดยทำเป็นทรงมณฑป 3 ชั้น ลวดลายมีลักษณะโปร่ง ภายในมณฑปแต่ละชั้นเป็นรูป พระอาทิพุทธเจ้า 28 พระองค์ ส่วนยอดมณฑปเป็นรูปทรงมงกุฎ ซึ่งหมายถึงเครื่องทรงอันสูงส่ง เหนือยอดมงกุฎเป็นฉัตรทองคำประกอบด้วยอัญมณีนพเก้า


รูปที่ 4 พระธาตุพนมในปัจจุบัน

การเดินทางไปเยือนพระธาตุพนมนั้นสะดวกสบาย ถ้ามาโดยทางรถยนต์ให้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12  มุ่งตรงไปยัง ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ก็จะพบวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุพนมในที่สุด วัดพระธาตุพนมเปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์ 06.00-17.00 น.

องค์พระธาตุพนม จอมเจดีย์สองฝั่งโขง เป็นหลักฐานพยานที่แสดงให้เห็นความเจริญทางวัตถุและจิตใจของโบราณชน ผู้อาศัยอยู่ในภูมิภาคส่วนนี้ของโลก จึงจัดว่าเป็นสมบัติชิ้นสำคัญของโลกชิ้นหนึ่ง ศาสนสถานแห่งนี้จึงควรค่าแก่การเคารพกราบไหว้และเชิดชู และการมาท่องเที่ยวที่พระธาตุพนม นอกจากเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจแล้วยังเป็นความอิ่มเอมใจที่ได้มีโอกาสมาทำบุญไหว้พระธาตุสักครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยค่ะ


อ้างอิง

ประภัสสร์ ชูวิเชียร. ๕ มหาเจดีย์สยาม. กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส.

อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ.(2557). พระธาตุพนม.นนทบุรี:มติชนปาเกร็ด.

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์.  ประวัติย่อพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม.  สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2558, จาก http://www.finearts.go.th/

อ่านเพิ่มเติม »

พระธาตุขามแก่น จังหวัดขอนแก่น

โดย กฤษฎา อินทรปพงศ์
“พระธาตุขามแก่น”   เสียงแคนดอกคูน
ศูนย์รวมผ้าไหม   ร่วมใจผูกเสี่ยว
เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่   ไดโนเสาร์สิรินธรเน่
สุดเท่เหรียญทองมวยโอลิมปิก
คำขวัญท่อนแรกของจังหวัดขอนแก่นที่ทุกคนที่ได้อ่านเป็นต้องสะดุดตา “พระธาตุขามแก่น” หรือ วัดเจติยภูมิ จึงได้ชื่อว่าเป็นวัดที่สำคัญ ทั้งยังวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวขอนแก่น เรียกได้ว่าผู้ที่ผ่านมาที่จังหวัดขอนแก่น  ต้องหาโอกาศแวะสัมผัสกับบรรยากาศ  กลิ่นอายของเมืองโบราณที่ยังคละคลุ้งไม่เคยจางหาย...

วัดเจติยภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น  เป็นวัดที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก  แม้จะมีเนื้อที่ 15ไร่ 2งาน 1ตารางวา แต่มีพื้นที่ที่เป็นส่วนสิ่งก่อสร้างไม่เกิน 6ไร่ ถูกสร้างขึ้นในสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด มีเพียงตำนานที่เล่าต่อกันมาเท่านั้น ที่พอจะอธิบายการสร้างของวัดได้ ปัจจุบันเป็นสถานที่ประดิษฐานขององค์พระธาตุ ที่บรรจุพระอังคารของพระพุทธเจ้า จึงทำให้มีผู้คนมากหน้าหลายตาหลั่งไหลเข้ามาสักการะ



ตำนานการสร้างพระธาตุนั้น  เล่ากันว่า.. มีกษัตริย์แห่งโมริยวงศ์พร้อมด้วยพระอรหันต์ 9 องค์ ได้เดินทางไปที่พระธาตุพนมเพื่อนำพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้าไปบรรจุไว้ด้านใน  ระหว่างทางได้พักที่ตอมะขามใหญ่ตายซากตอหนึ่งที่ผุเหลือแต่แก่น และได้อันเชิญพระอังคารธาตุวางไว้ที่บนตามะขามผุนั้น พอมาถึงเมืองนครพนมปรากฏว่าพระธาตุได้เสร็จสมบูรณ์ โมริกษัตริย์และคณะจึงกลับ และเดินผ่านตอมะขามใหญ่ตอเดิม แต่ปรากฏว่าตอมะขามผุนั้นได้เจริญงอกงามตอเขียวขจี โมริกษัตริย์จึงสร้างประธาตุทับและนำพระอังคารธาตุประดิษฐานไว้ในองค์พระธาตุนั้น และได้บรรจุพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ 9 บท ไว้ในเจดีย์องค์เล็กทางด้านทิศตะวันตกของพระธาตุ เรียกว่า "พระเจ้าเก้าองค์”

แม้พระธาตุขามแก่นจะมีความเก่าแก่อย่างมาก แต่ก็มีการบูรณะถึง 4 ครั้ง เพื่อรักษาวัดและพระธาตุให้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ครั้งแรก ระหว่าง พ.ศ. 2459 - 2468 ในสมัยพระครูแพง พุทธสโร เจ้าอาวาสวัดเจติยภูมิ ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2498 - 2499 พระสารธรรมมุณี เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2531 และ ปี พ.ศ. 2534 - 2535 และ ครั้งที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2544 - 2546 เป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ สมัยนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น



ความเก่าแก่และความศักสิทธิ์ขององพระธาตุที่แม้จะสร้างทับหรือบูรณะกี่รอบก็ยังสัมผัสได้ เจดีย์พระธาตุที่สูงถึง 17 เมตร ฐานเป็นทรงบัวคว่ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ เส้นรอบวงพระธาตุ 43.70 เมตร ภายในบรรจุพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้า ด้านบนปิดทองเหลืองอร่าม  ล้อมด้วยผ้าทิพย์ มีกำแพงแก้วล้อมทุกทิศทาง ด้านหน้ามีแท่นบูชาเปิดให้ผู้คนที่ศรัทธาได้เข้ามากราบไว้อย่างเต็มที่

นอกจากพระธาตุในบริเวณใกล้เคียงยังมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สร้างมาหลายร้อยปีนั่นคือ “วิหาร” อันเก่าแก่ที่อยู่คู่กับวัดมาตั้งแต่เริ่มสร้าง จะสังเกตุเห็นว่าเป็นอาคารปูนที่ด้านบนเป็นเครื่องไม้  ตกแต่งลวดลายร่วมสมัย แต่ข้างในคือสุดยอดสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ถูกโอบไว้ด้วยอาคารใหม่ดั่งใข่ไดโนเสาร์ที่ถูกหุ้มด้วยปูน



ถัดจากวิหารไปไม่กี่ก้าวก็สะดุดกับแท่งหินที่เรียกว่า “ใบเสมา” แน่นอนว่ามันคือสัญลักษณ์ที่บอกว่าที่นี่คือ “พระอุโบสถ” อาคารที่ใหญ่โต โอ่โถ่งแห่งนี้คือสถานที่ประกอบพิธีของเหล่าพระสงฆ์  มีลักษณะเหมือนพระอุโบสถทั่วไป  ที่สะดุดตา คือประติมากรรมหน้าประตู เป็นรูปสัตว์สองตัวที่ทำหน้าที่เฝ้าอุโบสถ  นั่นคือ “สิงห์” นั่นเอง ที่บอกว่าสะดุดเพราะรูปร่างมันน่ารักเกินกว่าจะเป็นสิงห์

การเดินทางมายังพระธาตุขามแก่นนั้นไม่ยาก เพราะตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นเพียงเล็กน้อย เพียงขับรถไปตามถนนขอนแก่น - ยางตลาด เลี้ยวซ้ายบ้านพรหมนิมิตร อ.เมืองขอนแก่นประมาณ 15 ก.ม. ก็จะถึงวัดเจติยภูมิอันเป็นที่ตั้งพระธาตุขามแก่นนั่นเอง หรือสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลได้ที่ เบอร์ 089-5753873 วัดเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 6.00น. – 19.30น.
   
พระธาตุขามแก่นนั้นเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้อนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นเราได้สักการบูชา แหล่งรวมจิตใจของทุกๆคน แม้ว่าเราจะแตกต่าง  แต่จิตใจของคนขอนแก่นที่รวมอยู่ที่นี่นั้นเหมือนๆ กัน และสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนต้องช่วยกันกระทำไม่ใช่การกราบไว้พระธาตุ แต่คือการทำให้พระธาตุยังเป็นศูนย์รวมจิตใจให้เราและรุ่นหลังให้ตราบนานเท่านาน ตามวิถีแห่งผู้มีจิตใจแห่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่แท้จริง



อ้างอิง

วัดพระธาตุขามแก่น สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558, จาก  https://www.facebook.com/Prathat.KK

วัดพระธาตุขามแก่น สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558, จาก  http://www.faiththaistory.com/khamkaen/

วัดพระธาตุขามแก่น สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558, จาก  http://www.touronthai.com

วัดพระธาตุขามแก่น สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558, จาก  https://th.wikipedia.org/

อ่านเพิ่มเติม »

วัดป่าภูก้อน จังหวัดอุดรธานี

โดย ประภาพร อรดี

แต่ไหนแต่ไรมา ประเทศไทยไม่เคยขาดพระภิกษุสงฆ์ ผู้คงแก่เรียนและเต็มไปด้วยวิถีปฏิบัติ ที่ชอบ ที่ควร ตามรอยขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นแบบอย่างให้แก่เราชาวพุทธบริษัท พุทธสถานก็เช่นเดียวกัน เรามีวัด และสถานปฎิบัติธรรมอยู่มากมายทั่วประเทศ เพื่อใช้ในการเรียนรู้ ศึกษาพระธรรม และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่มีความเก่าแก่ หรือสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ในตัวเมือง หรือสถานที่ที่อยู่ตามชนบท หรือรายล้อมไปด้วยความเป็นธรรมชาติก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อจิตใจ และมีความน่าเลื่อมใสในตัวเอง จากกระแสความศรัทธาของผู้คนที่มีมาอย่างยาวนานหลายพันปี

แต่หากจะกล่าวถึง พุทธสถาน ที่เป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจ เปี่ยมล้นไปด้วยความศรัทธาที่หลั่งไหลมากจากทั่วทุกสารทิศ ที่รายล้อมไปด้วยป่าเขาที่เขียวขจีบนพื้นที่กว่า 3000 ไร่ แหล่งต้นน้ำลำธารอันอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่สวบงามสะดุดุตา มีการตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา มีเสน่ห์และความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หนึ่งเดียวในแถบภาคอีสานตอนบน แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง “ป่าห่มศรัทธา วัดป่าภูก้อน จังหวัดอุดรธานี”


ที่มา: http://www.naiia.org/post/

วัดป่าภูก้อน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม ท้องที่บ้านนาคำ ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี อันเป็นรอยต่อแผ่นดิน 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย กำเนิดขึ้นจากการดำริชอบของพุทธบริษัทสี่ ผู้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย

โดยในปี พ.ศ. 2527 พระเดชพระคุณหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้ไปธุดงค์ทางภาคอีสาน คุณปิยวรรณและคุณโอฬาร วีรวรรณ พร้อมคณะได้เดินทางมาแถบจังหวัดสกลนครและอุดรธานี เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาของพระป่า จึงได้เข้าช่วยเหลือท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก สำนักสงฆ์บ้านนาคำน้อย ในการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจัดตั้งเป็นวัดป่านาคำน้อย และปลูกป่าทดแทนฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมกว่า 750 ไร่ อย่างถูกต้องตามระเบียบของกรมป่าไม้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมและอยู่อาศัยของพระสงฆ์ จากนั้นท่านพระอาจารย์อินทร์ถวายได้พาไปดูป่าภูก้อนที่กำลังถูกสัมปทานตีตราตัดไม้ คณะศรัทธาจึงได้ตัดสินใจสร้างวัด โดยกราบอาราธนาท่านพระอาจารย์ชาลี ถิรธัมโม (ปัจจุบันเป็นพระครูจิตตภาวนาญาณ) เป็นประธานและขวัญกำลังใจในการก่อสร้าง และได้ทำเรื่องขอใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาตินายูง-น้ำโสม เพื่อสร้างวัดในเนื้อที่ 15 ไร่ จากกรมป่าไม้ ต่อมาได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกรมการศาสนา จนได้รับอนุญาตให้สร้างวัดในวันที่ 3 กรกฎาคม 2530 และมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการตั้งเป็น 'วัดป่าภูก้อน' ขึ้นในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2530



ปัจจุบันนี้วัดมีศาลาอุโบสถ 2 ชั้น 1 หลัง ซึ่งเป็นที่ประกอบพิธีสงฆ์ชั้นบนและเป็นที่ฉันชั้นล่าง มีกุฏิพระ 45 หลัง เรือนครัว 1 หลัง เรือนพักฆราวาส 6 หลังถังเก็บน้ำคอนกรีต 20 ถัง และห้องน้ำจำนวนมาก โดยใช้ระบบประปาภูเขา จากฝายเก็บน้ำดินขนาดเล็กที่เป็นแหล่งต้นน้ำซับและน้ำตกในวัด ซึ่งต่อมากรมชลประทานได้บูรณะถวายให้แข็งแรงถาวรในปี 2538 และวัดยังได้ต่อระบบประปาไปถึงหมู่บ้านนาคำที่อยู่ห่างจากวัดไป 4 กม. เพื่อให้ชาวบ้านมีแหล่งน้ำใช้อย่างสะดวกและสะอาด

ด้วยความสง่างามและความศักดิ์สิทธิ์ของอาณาเขตพุทธอุทยาน และป่าสงวนแห่งชาติบนเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ ที่กรมป่าไม้ได้ให้วัดป่าภูก้อนช่วยดูแลงานด้านป่าไม้ (เพิ่มขึ้นจากพื้นที่พุทธอุทยานเดิมอีก 2,000 ไร่) เพื่อรักษาป้องกันไฟป่าและการบุกรุกทำลายป่าล่าสัตว์ วัดป่าภูก้อนจึงเป็นที่สงบสัปปายะ วิเวกควรแก่การบำเพ็ญภาวนารักษากายวาจาและจิตใจในกรรมฐานเป็นที่สุด ดังมีผู้ได้พบเห็นหลักฐานความอัศจรรย์ของธรรมชาติแห่งนี้อยู่เสมอ คณะศรัทธา จึงร่วมกันดำริสร้างพระมหาเจดีย์ นามว่า "พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์"


ที่มา: http://www.tamdoo.com/

ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี” ที่สร้างเนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พระพุทธรูปปางไสยาสน์แนวนอนความยาวกว่า 20 เมตร ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 6 ปี และเต็มไปด้วยตำนานเล่าขาน ตั้งแต่การได้มาของหินอ่อนขาวบริสุทธิ์จากประเทศอิตาลี ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนของเศียรพระ รวมถึงงานแกะสลักอันวิจิตรตระการตาราวกับมีชีวิต จากนั้นแวะขึ้นไปกราบนมัสการ “องค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์” เจดีย์ที่ชั้นบนสุดเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ในปัจจุบันนี้ วัดป่าภูก้อนดำรงคงอยู่ด้วยความสมดุลของป่าไม้ที่ทวีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นทุกคืนวัน โดยบุคคลผู้มีความศรัทธาและระลึกคุณของสรรพสิ่งทั้งหลายของชาติและแผ่นดินอันเป็นที่กำเนิดแห่งชีวิต โดยมีคุณพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องสำนึก และมีพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ชาวไทยทุกคนควรทดแทน เป็นกำลังใจส่งเสริมพระสงฆ์ผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบให้ดำรงปฏิปทาของพระป่ากรรมฐานเพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนถึงที่สุด

การเดินทางไปวัดป่าภูก้อน จากตัวเมืองจังหวัด อุดรธานี ให้ออกทางหลวงเส้นจังหวัดหนองคาย ไปถึงหลักกิโลเมตรที่ 13 แยกซ้ายไป อ.บ้านผือ อ.นายูง จนถึง บ.นาคำใหญ่ จะมีทางเลี้ยวเข้าวัดป่าภูก้อน รวมแล้วระยะทางจากตัวเมืองอุดรธานี ถึงวัดป่าภูก้อน 125 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที รถทุกชนิดสามารถขึ้นได้ยกเว้นรถบัสคันใหญ่ต้องจิดไว้ตรงปากทางขึ้นแล้วใช้บริการรถสองแถวขึ้นไปยังวัด เสียค่าบริการ คนละ 20 บาท

อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า วัดป่าภูก้อน เป็นพุทธสถานที่สวยงาม วิจิตรตระการตา อย่างมีเอกลักษณ์ และทรงคุณค่าคู่ควรแก่การเยี่ยมชม และสักการบูชา รวมถึงการแสดงกตัญญูกตเวทิตาแด่คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบูรพอาจารย์กรรมฐานในแถบอีสาน ทั้งยังเป็นมงคลสถานที่พุทธศาสนิกชน จะได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของป่าไม้อันให้ประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นที่ปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอีสาน ซึ่งควรร่วมกันส่งเสริมรักษาอย่างจริงจังตลอดไป



อ้างอิง

กาลครั้งหนึ่ง...ในถิ่นอีสาน จากอุดรฯ ถึงหนองคาย “สัมผัสป่าห่มศรัทธา-ชมเกล็ดพญานาคริมโขง” Retrieved 19 กันยายน 2558, from http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000010748

ประวัติวัดป่าภูก้อน Retrieved 19 กันยายน 2558, from http://www.watpaphukon.org/history/

วัดป่าภูก้อน Retrieved 19 กันยายน 2558, from http://www.flydrivethai.com/index.php/relaxing-car-drive/10-dreamdestinations/dreamdestinations-2/dreamdestinations-watpaphukon

อ่านเพิ่มเติม »

วัดพระธาตุหนองบัว จังหวัดอุบลราชธานี

โดย ภัทรพร เหล่าอยู่คง

จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเทศกาลแห่เทียนพรรษา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มีความเลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงทำให้จังหวัดอุบลราชธานีมีพุทธสถานหลายแห่ง และหนึ่งในพุทธสถานที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานีก็คือ วัดพระธาตุหนองบัว ซึ่งเป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน และไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวที่อุบลราชธานี

วัดพระธาตุหนองบัว หรือวัดหนองบัว เป็นวัดราษฎร์ นิกายธรรมยุต ตั้งอยู่บนถนนธรรมวิถี ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ตามประวัติเล่าว่า นายฟอง สิทธิธรรม ได้มอบที่ดิน 50 ไร่ไว้ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2498 ในการสร้างวัดเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นที่ระลึกเนื่องในวาระมงคลกึ่งพุทธกาล พุทธศตวรรษ 2500 ก่อสร้างแล้วเสร็จเกือบสมบูรณ์ในปลายปี พ.ศ.2501 เดือนสิงหาคม

ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมแนวผสมผสานที่งดงามตามแบบอีสาน คือ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัดพระธาตุหนองบัว และนอกเหนือจากเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ภายในวัดยังมีพระวิหารที่น่าสนใจไม่แพ้กัน


ที่มา : http://www.skyscrapercity.com/

พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ.2500 และเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งบรรจุไว้ในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์องค์จริง มีลักษณะเป็นองค์สี่เหลี่ยมลงรักปิดทอง ศิลปะอินเดียแบบปาละ สลักลายเป็นเรื่องพระเจ้า 500 ชาติในกรอบสี่เหลี่ยมเรียงเป็นแถวคั่นแถวด้วยลายกลีบบัว ในอดีตพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์องค์เดิมมีขนาดกว้างด้านละ 5 เมตร สูงประมาณ 17 เมตร ต่อมามีการสร้างเจดีย์ใหม่ครอบเจดีย์องค์เดิม ขนาดฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 17 เมตร สูง 56 เมตร มีขนาดใหญ่กว่าเจดีย์องค์เดิมมาก เสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2512 และรอบพระธาตุเจดีย์องค์จริงยังมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ด้าน


ที่มา : http://www.ubon24.com/

ตัวเจดีย์ก่ออิฐถือปูนมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ยอดสอบเข้าเล็กน้อย และปลายตัดแล้วต่อยอดด้านบนให้แหลมสูงด้วยเจดีย์ขนาดเล็กสีทอง ฐานตอนล่างสุดของเจดีย์เป็นรูปมารแบก ถัดขึ้นไปเป็นรูปพระสงฆ์สาวกยืนในซุ้มด้านละ 8 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพระเจ้าสิบชาติ โดยสลักเป็นช่องๆ 1 ช่องต่อ 1 เรื่อง รวม 10 ช่อง เหนือขึ้นไปเป็นลายรัดประคตรูปเทพนั่งบนแท่นสลับกับลายนก และด้านบนประดับลายปูนปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าในปางต่างๆสูงจนถึงยอดเจดีย์ ส่วนยอดเจดีย์เป็นฉัตร 5 ชั้นลงรักปิดทอง ที่ยอดฉัตรเป็นรูปดอกบัวตูม ทำด้วยทองคำ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว มีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน บริเวณมุมกำแพงแก้วทั้ง 4 มุม สร้างเป็นเจดีย์รายทรงเหลี่ยมประดับลายรูปเทพพนมและลายกนก ที่ฐานปั้นเป็นรูปเทวดาประทับนั่งในซุ้ม


ที่มา : http://2g.pantip.com/

วิหาร สร้างเลียนแบบรูปทรงมาจากปรินิพพานวิหาร เมืองกุสินารา รัฐอุตรประเทศ ประเทศอินเดีย ลักษณะสร้างเป็นอาคารตรีมุข คือมีหลังคายื่นออกไปเป็นสามด้าน หลังคารูปร่างโค้งมน มีระเบียงพาไลโดยรอบ ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธไสยาสน์ในซุ้มตรีมุข เพดานโค้งด้านบนเขียนรูปเทวดาดั้นเมฆพนมมือบนพื้นสีแดง ตรงกลางเป็นรูปดาว ส่วนล่างเขียนจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ เสา พื้น และผนังบุหินแกรนิต สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณี

การเดินทางมายังวัดพระธาตุหนองบัวโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถขับจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปตามถนนชยางกูรทางไปจังหวัดอำนาจเจริญ ประมาณ 3 กิโลเมตร จะมีทางแยกจากถนนชยางกูรให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนธรรมวิถี ประมาณ 500 เมตร จะเห็นวัดอยู่ทางขวามือ ทางวัดเปิดให้เข้าตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 19.00 น. เป็นประจำทุกวัน

วัดพระธาตุหนองบัวเป็นวัดสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี มีอายุเก่าแก่ และมีสถาปัตยกรรมแนวผสมผสานตามแบบอีสานที่งดงาม ภายในวัดมีพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ที่ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ให้ได้เข้าไปกราบไหว้สักการะบูชา และเยี่ยมชมความงดงามของพระธาตุเจดีย์ อีกทั้งยังมีวิหารที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ผ่านจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อไร ก็อย่าลืมแวะมาชมความงามของวัดพระธาตุหนองบัวได้



อ้างอิง

วัดพระธาตุหนองบัว. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2558 , จาก http://www.touronthai.com/วัดพระธาตุหนองบัว-62000014.html

วัดพระธาตุหนองบัว. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2558 , จาก                                                                     http://at-bangkok.com/travel_ubonrachtani_watsrinuan.php

วัดพระธาตุหนองบัว. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2558 , จาก http://www.southlaostour.com/

อ่านเพิ่มเติม »

วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

โดย ดุสิตา ภูสิงห์

จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเมืองเก่าแก่ทางพุทธศาสนา มีวัดวาอารามมากมาย เมื่อเอ่ยถึงวัดเก่าแก่ประจำจังหวัดและอยู่ใจกลางเมืองนั้น ผู้ที่เคยมาเยือนคงไม่มีใครไม่รู้จัก นั้นก็คือ  “ วัดทุ่งศรีเมือง ” เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และยังคงหลงเหลือหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ที่ถูกเก็บรักษาไว้ด้วยภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน ให้ผู้ที่ศรัทธาและเลื่อมใสในศาสนาได้มาเรียนรู้และเที่ยวชม

“ วัดทุ่งศรีเมือง ”  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ ศาลหลักเมืองประจำจังหวัดอุบลราชธานี หรืออีกชื่อหนึ่งคือ   “วัดราษฎร์”  และยังใกล้กับสถานที่ราชการหลายแห่ง ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใจกลางเมือง ทำให้พื้นที่ มีเพียง 19 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา ซึ่งไม่ใหญ่มากนัก

สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในสมัยสมเด็จกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้ตกลงกับเจ้าของที่ดินหลายคน ให้ยกที่ดิน (ที่ทำนา) ให้กับทางราชการ และเนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ปลายทุ่ง ท่ามกลางเมืองอุบลราชธานี  จึงเรียกว่า "ทุ่งศรีเมือง"  เป็นที่จัดงานมหกรรมใหญ่ๆ เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา  งานรัฐธรรมนูญ

ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมที่สำคัญมากมาย เช่น หอไตรกลางน้ำ  พระอุโบสถหรือหอพระพุทธบาท  ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติทั้ง  2  หลัง นอกจากนี้ยังมี พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญ และเก่าแก่ของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

หอไตรกลางน้ำ  

พระอริยวงศาจารย์ฯ ได้สั่งให้ญาคูช่าง สร้างหอแห่งนี้ขึ้น ลักษณะของอาคารเป็นไม้ตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะของไทย ลาว และพม่า ตัวอาคารเป็นแบบเรือนไทยภาคกลางด้วยลักษณะเรือนยกพื้นสูง ผนังเป็นแป้นฝาไม้แบบเรียบ มีเครื่องสับฝาแบบฝาปะกน ภายในมีตู้เก็บพระธรรมลงรักปิดทอง บริเวณหลังคาเป็นทรงจั่วด้วยศิลปะไทยผสมพม่า คล้ายสถาปัตยกรรมแบบเชียงรุ้ง มีช่อฟ้าใบระกา นาคสะดุ้งและหางหงศ์ ส่วนบนของหลังคาเป็นแบบ 2 ชั้น ส่วนลวดลายแกะสลักบนหน้าบรรณทั้ง 2 ด้านนั้นเป็นศิลปะแบบลาว บริเวณปะกนด้านล่างมีลวดลายแกะสลักเป็นรูปสัตว์ประจำราศีต่างๆรวมถึงทวยไม้ค้ำยันชายคาซึ่งสลักเป็นรูปเทพพนมที่บริเวณด้านหน้าประตู 2 ตัว นอกนั้นเป็นรูปพญานาคโดยรอบ มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก คือ คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และปรัชญาพื้นบ้าน รวมถึงตำราต่าง ๆ มากมาย ส่วนมากเป็นหนังสือใบลานจารึกด้วยอักษรธรรมและสมุดข่อย ไม่ให้ทำลายพระไตรปิกฎให้เสียหาย



พระอุโบสถ หรือ หอพระพุทธบาท

สร้างโดยเจ้าคุณพระอริยาวงศาจารย์ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย หลักคำ) จึงให้ครูช่างชาวเวียงจันทน์ ดำเนินการก่อสร้าง หอพระพุทธบาท ซึ่งลักษณะของหอนี้ เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ระหว่างอีสานพื้นบ้านกับเมืองหลวง คือโครงสร้างช่วงล่าง เช่น ฐานเอวขัน บันไดจระเข้ เฉลียงด้านหน้าคงเอกลักษณ์ของสิมอีสานไว้ แต่โครงสร้างช่วงบนเป็นหลังคาทรงจั่วมีชั้นลด 2 ชั้น รวยลำยองมีช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ ทวยและซุ้มประตูหน้าต่างแบบเมืองหลวง ส่วนลวดลายหน้าบันสาหร่ายรวงผึ้ง มีลักษณะเป็นแบบอีสานผสมกับเมืองหลวงเหมือนสิมวัดแจ้ง มีความกว้าง 6 เมตร ยาว 13 เมตร ต่อมาได้สร้างเป็นเขื่อนกำแพงแก้วหอพระพุทธบาท เป็นสองชั้นรอบๆพระพุทธบาท กำแพงมีขนาด กว้าง 23 เมตร ยาว 32 เมตร ภายในพูนดินให้สูงเหมือนเป็นฐานรองรับหอนี้ โดยได้ขุดเอาดินมาจากสระด้านทิศเหนือ ซึ่งมีขนาดกว้าง 13 เมตร ยาว 24 เมตร ลึก 3 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง จากวัดสระเกศมาให้พุทธบริษัทเมืองอุบลได้กราบไหว้ นอกจากนี้ภายในอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่มีคุณค่า โดยเขียนเป็นภาพเทพชุมนุม พุทธประวัติบางตอน  ภาพชาดก  และ ภาพชาวบ้านถิ่นอีสาน ซึ่งแสดงให้เห็นสังคม วิถีชีวิต การละเล่นพิธีกรรม  การแต่งกาย

ที่มา : http://topicstock.pantip.com/

พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง 

พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีประวัติสร้างขึ้นพร้อมเมืองอุบลราชธานี ในพ.ศ. 2335 สร้างขึ้นในสมัย พระปุทมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง) โดยพระสงฆ์ที่ติดตามมากับขบวน “พระวอ พระตา” จากเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (เมืองหนองบัวลุ่มภู) เพื่อเป็นที่บำเพ็ญกุศลของเจ้าเมือง และเหล่าข้าราชบริพาร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 2.39 เมตร ในปี พ.ศ.2458  พระครูวจีสุนทร เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ และท่านพระครูวิโรจน์รัตนโนบล เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมืองในขณะนั้น ได้นำญาติโยมไปอาราธนา  พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง จากวัดเหนือท่า (ซึ่งในตอนนั้นเป็นวัดร้าง) มาเป็นพระประธานที่ วิหารศรีเมือง (ศาลาการเปรียญวัดทุ่งศรีเมือง) และได้ทำการบูรณะซ่อมแซมเศียรพระเจ้าใหญ่ศรีเมืองที่ชำรุดขึ้นใหม่ โดยจำลองให้คล้ายกับ “พระเหลาเทพนิมิต” ที่วัดพระเหลาเทพนิมิต อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ


ที่มา : http://www.dhammathai.org/

สำหรับการเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ สามารถเดินทางมาได้ทั้งโดยรถรถยนต์ส่วนตัว และรถประจำทาง โดยวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 95 ถ.หลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ทิศตะวันออก สวนสาธารณะทุ่งศรีเมืองหลังโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี  ส่วนรถประจำทาง มีทั้งรถเมล์ขนาดเล็ก สายสีขาวและสายสีแดง

ถ้าหากคุณมาเยือน จังหวัดอุบลราชธานี อย่าพลาดที่จะแวะ “ วัดทุ่งศรีเมือง ”  ชมความสวยงาม หอไตรกลางน้ำอายุกว่า 200 ปี อันเลื่องลือในด้านสถาปัตยกรรมอันงดงาม ซึ่งได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามมงกุฎราชกุมารี พร้อมสักการะขอพรพระพุทธบาทจำลองและพระเจ้าใหญ่ศรีเมือง เพื่อเป็นสิริมงคล







อ้างอิง

วัดทุ่งศรีเมือง. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2558, จาก http://guideubon.com/news/view.php?t=18&s_id=26&d_id=2

วัดทุ่งศรีเมือง อุบลราชธานี. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2558, จาก http://www.dhammathai.org/watthai/northeast/watthoongsrimuang.php

วัดทุ่งศรีเมือง หอไตรกลางน้ำเลื่องลือ แห่งเมืองอุบลฯ. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2558, จาก http://www.thetrippacker.com/th/review/WatThungSiMueang/5424

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย . สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2558, จาก http://thai.tourismthailand.org/home

ยุทธนาวรากร  แสงอร่าม. พื้นถิ่นอีสานในงานจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดทุ่งศรีเมือง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต   ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ  ศิลปกร, 2551.


อ่านเพิ่มเติม »

วัดสระทองบ้านบัว จังหวัดขอนแก่น

โดย อุทุมพร ทัดบุตร

“มัญจาคีรีนามเมืองเก่า    บึงกุดเค้าคู่เมืองบ้าน
นมัสการหลวงปู่ผาง       ตลาดกลางที่นอนหมอน
แสนออนซอนดอนเต่า     งามลำเนาเขาภูเม็ง
เล็งชมกล้วยไม้ป่าบาน     โบราณสถานโนนศิลาเลข
สิมชั้นเอกวัดสระทอง    น้ำตกลือก้องห้วยเขผ้าไหมสุดเก๋หนองหญ้าปล้อง”

จากข้อความข้างต้นนั้นเป็นคำขวัญของอำเภอมัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ซึ่งได้แสดงถึงสิ่งที่โดดเด่นของท้องถิ่น มัญจาคีรีเป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญมากมาย หนึ่งนั้นที่ชาวมัญจาคีรีมีความภาคภูมิใจ คือ “สิมวัดสระทองบ้านบัว”

 วัดสระทองบ้านบัว ตั้งอยู่ที่บ้านบัว ต.กุดเค้า อ.มัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น วัดมีเนื้อที่     7 ไร่ 50 ตารางวา ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยอุโบสถหลังเก่า กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2456 และ อุโบสถหลังใหม่ กว้าง 5 เมตร ยาว 25 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2515

ประวัติความเป็นมาของวัดสระทองบ้านบัวเริ่มจาก พ.ศ. 2374 มีการเกิดโรคระบาด ชาวบ้านได้อพยพลูกหลานจากบ้านโนนเค้า (ปัจจุบันคือวัดป่ามัญจาคีรี) หนีโรคระบาดและการขาดแคลนน้ำบริโภค มาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมสระบัว ซึ่งมีดอกบัวขึ้นเต็มหนองสวยงามมาก จึงได้ตั้งชื่อว่าบ้านบัว ชาวบ้านได้สร้างสิมขึ้น นับว่าเป็นสิมแห่งแรกของดินแดนแถบนี้ การอพยพครั้งนั้น ได้อันเชิญพระพุทธรูปหินทรายแดงมาด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน


ที่มา: http://www.tamdoo.com/

สิ่งก่อสร้างเก่าแก่และสำคัญภายในสระทองประกอบได้แก่  “สิม” หรือ “โบสถ์” ที่เป็นโบราณสถานที่สำคัญ  และภายในสิมมีพระพุทธรูปประธาน ศิลาทรายอันเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ด้วย ดังจะกล่าวในรายละเอียดดังนี้

“สิม” เป็นคำเรียกโบสถ์หลังเล็กๆ แบบโบราณ สิมวัดสระทองบ้านบัวหลังนี้มีคุณค่าในทางเอกลักษณ์ช่างไท-อีสานพื้นบ้านได้อย่างเต็มเปี่ยม ให้ความรู้สึกแห่งความจริงใจและตั้งใจทำตามสติปัญญาความรู้ที่มี จึงบ่งบอกออกมาจากความบริสุทธิ์ซื่อซึ่งถือว่ามีคุณค่าในทางศิลปะ ลักษณะฝีมือดูเรียบง่ายใช้สีเพียง 2 – 3 สี ในการระบาย ลวดลายที่อยู่ภายนอก ตกแต่งด้วยงานปูนปั้นนูนต่ำ รูปคนขี่ช้าง รูปฉัตร 3 ชั้น เทวดา ดอกไม้รูปช้างมีสัปคับและคนขี่ช้าง


ที่มา: http://www.finearts.go.th/

สิมวัดสระทองบ้านบัวเป็นสิมทึบก่ออิฐถือปูนยาว 3 ห้อง ยาว 7.50 เมตร กว้าง 5 เมตร  ประตูเข้าด้านเดียว เจาะซุ้มหน้าต่างด้านข้าง มีซุ้มหลอกด้านผนังข้างพระประธาน  ปั้นปูนเป็นเสาเหลี่ยมย่อมุมยอดกลีบบัวมีดอก 4กลีบ ประดับกระจกเงาวงกลมเป็นแนวไปตลอด ซุ้มประตูก็ทำอย่างเดียวกัน แต่มีเพิ่มไม้แกะสลักส่วนวงกรอบบนโครงหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็งทั้งหมด  มีการแกะลวดลายลงบนขื่อ ผนังภายในสิมโล่งไม่ทำลวดลายหรือแต้มรูปแต่อย่างใด  หลังคาทรงจั่วชั้นเดียวมุงกระเบื้องซีเมนต์หางว่าว มีปีกนกยื่นคลุมตลอด เชิงชายฉลุไม้เป็นลายฟันปลาโดยรอบ

สิมวัดสระทองบ้านบัว นับได้ว่าเป็นอาคารทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่แสดงลักษณะที่เด่นชัดของพื้นที่ภาคอีสาน โดยใน ปี 2545 ได้รับรางวัลอาคารทรงคุณค่าด้านการอนุรักษ์มรดกและวัฒนธรรมแห่งเอเชียแปซิฟิก (Award of Merit) จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือที่เราเรียกกันว่า ยูเนสโก้  (UNESCO)    

ส่วนพระประธานภายในสิมวัดสระทองบ้านบัว เป็นพระพุทธรูปประธานศิลาทรายรูปแบบอีสานประดิษฐานอยู่ภายในสิม เล่ากันว่าก่อนที่จะมีการตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนบ้านบัว ชาวบ้านได้มีการอันเชิญพระพุทธรูปหินทรายแดงมาด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน ที่มีชื่อว่า “พระมงคลพุทธศิลาทอง” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อศิลาทอง” ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านตลอดมา


ที่มา: http://khonkaen.nfe.go.th/

โดยการเดินทางไปยังวัดสระทอง เริ่มจากตัวเมืองขอนแก่นขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (ขอนแก่น-ชุมแพ) ประมาณ 14 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายสู่ถนนหมายเลข 2062 (บ้านทุ่ม-มัญจาคีรี) เมื่อถึง อ.มัญจาคีรี ใช้เส้นทางหมายเลข 229  (มัญจาคีรี-ชัยภูมิ) ตรงไปจะถึงโรงพยาบาลมัญจาคีรี จากนั้นเลี้ยวขวาสู่ถนน ขก.3010 ข้างโรงพยาบาล แล้วตรงไปจนถึงบ้านบัว ทางเข้าวัดจะอยู่ทางซ้ายมือ รวมระยะทางจากตัวเมืองราว 60 กิโลเมตร

วัดสระทอง ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านบัว นอกจากนั้น วัดสระทองยังถือได้ว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งทางพุทธศาสนา บรรพบุรุษของชาวบ้านบัว ได้ร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาและทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ด้วยความรัก ความศรัทธา และคนรุ่นหลังควรที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษด้วยการช่วยกันดูแลรักษาวัดสระทองให้คงอยู่และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านสืบไป




อ้างอิง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก:http://thai.tourismthailand.org (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

ท่องเที่ยวสะดุดตา. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก:http://www.sadoodta.com/info (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

อีสานแหล่งเรียนรู้อู่อารยธรรม. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก: http://i-san.tourismthailand.org (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

อ่านเพิ่มเติม »

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จังหวัดสกลนคร

โดย ปุณยวัจน์ ศุภวุฒิ

มีผู้กล่าวกันว่าหากได้มาเยือนจังหวัดสกลนครแล้ว แต่ไม่ได้มาสักการะวัดพระธาตุเชิงชุมและหลวงพ่อพระองค์แสน ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงจังหวัดแห่งนี้

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีเนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา ตั้งอยู่ปลายสุดของถนนเจริญเมือง มีอาณาเขตในแต่ละด้าน คือ ทิศเหนือและทิศตะวันออก  ติดกับทะเลสาบหนองหารและบ้านเรือนชุมชน ทิศตะวันตก  ติดกับถนนเรืองสวัสดิ์  ทิศใต้  ติดกับถนนเจริญเมือง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสกลนครมาช้านาน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธีสำคัญของ จังหวัดสกลนครอีกด้วย


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

การสร้างวัดพระธาตุเชิงชุมนั้นไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด มีแต่เพียงตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์ ได้เสด็จจากพระวิหารเชตวัน  พระองค์ทรงเสด็จมาตามลำแม่น้ำโขง และได้เสด็จผ่านไปยังรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ  อันได้แก่  พระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทโพนเพล พระพุทธบาทเวินปลา ภูกำพร้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุพนม พระพุทธบาทที่ภูน้ำลอดเชิงชุม พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามกกุ-สันธะ พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามโกนาคมะ และพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามกัสสปะ

เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงบริเวณที่ตั้งวัดพระธาตุเชิงชุมในปัจจุบัน  พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ เจ้าผู้ครองเมือง ณ ขณะนั้นทรงทราบข่าว  พระองค์จึงได้เสด็จออกพร้อมด้วยพระนางนารายณ์เจงเวงราชเทวี  เพื่อมาต้อนรับพระพุทธองค์  พระพุทธองค์ได้มีพุทธประสงค์ให้พระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น  จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์ โดยบันดาลให้มีดวงมณีรัตน์ซึ่งมีรัศมีพวยพุ่งออกจากพระโอษฐ์พร้อมกันสามดวง พระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงเห็นเป็นอัศจรรย์ก็บังเกิดความศรัทธา เปล่งวาจาสาธุการด้วยความปิติ  พระเจ้าสุวรรณภิงคาระจึงถอดพระมงกุฎทองคำของพระองค์ สวมบูชารอยพระพุทธบาทไว้  จากนั้นจึงได้สร้างเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า พระธาตุเชิงชุม  ส่วนบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรอื่นๆ  ที่กล่าวถึงพระธาตุเชิงชุมนั้น มีปรากฏในพงศาวดารลาวในสมัยพระไชยเชษฐาธิราช  แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต อาณาจักรล้านช้าง  เรียกพระธาตุเชิงชุมว่า  พระธาตุหนองหาน

สิ่งก่อสร้างภายในวัดพระธาตุเชิงชุมประกอบไปด้วย  องค์พระธาตุเชิงชุม พระวิหาร อุโบสถ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หอกลอง และยังมีหลวงพ่อพระองค์แสน พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนครประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร ดังจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดตามลำดับดังนี้

พระธาตุเชิงชุม องค์พระธาตุนั้นหันหน้าไปทางทะเลสาบหนองหารที่อยู่ทางทิศตะวันออก  เป็นศิลปะแบบล้านช้าง  มีลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน  รูปทรงสี่เหลี่ยม  สูง  24  เมตร  ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ส่วนบนเป็นทรงบัวเหลี่ยม  ไม่มีลวดลายประดับ  ที่ฐานเจดีย์มีซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน  ซุ้มยอดประตูมีลักษณะเป็นยอดปราสาท  ข้างในทึบ  สร้างด้วยศิลาแลงและหินทรายแดง  มีซุ้มประตูหลอกแบบขอมอยู่ทางด้านทิศเหนือ  ทิศใต้  และทิศตะวันตก  ซุ้มประตูทางเข้าจริงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก


ที่มา: http://www.oknation.net/

พระวิหาร มีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร  ยาวประมาณ 30 เมตร หลังคาลดชั้น ด้านหน้าลด 2 ชั้น ด้านหลังลด 2 ชั้น เครื่องยอดหลังคาประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ป้านลมเป็นแบบนาคสะดุ้ง มีคันทวยรองรับหลังคา ประดับตกแต่งด้วยซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างอย่างงดงาม  เสาอาคารเป็นเสาสี่เหลี่ยมหัวบัวแวง

ภายในพระวิหารประดิษฐาน หลวงพ่อพระองค์แสน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประธาน ปางมารวิชัย เป็นศิลปะแบบเชียงแสน มีรัศมีเปลว เม็ดพระศกเล็ก พระพักตร์กลม  พระขนงโก่ง  พระนาสิกโด่ง  พระวรกายอวบอ้วน  ห่มจีวรบางแนบเนื้อ ห่มแบบเฉียง ปลายสังฆาฏิเสมอพระนาภี นิ้วพระหัตถ์ขวาทั้งสี่ยาวเรียวเสมอกัน  ประทับนั่งอยู่บนฐานชุกชีสูง 1.35 เมตร ขัดสมาธิราบ  ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 2 เมตร สูงจากฐานถึงพระเมาลี  3.20 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หันพระปฤษฎางค์เข้าหาองค์พระธาตุ หลวงพ่อพระองค์แสนเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร คู่กับองค์พระธาตุเชิงชุม ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ภายในพระวิหาร อีกทั้งยังเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากอีกองค์หนึ่งของประเทศไทย

พระอุโบสถ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2370  สร้างทับพระอุโบสถหลังเดิม มีลักษณะเป็นอุโบสถแบบโถง โครงสร้างเป็นไม้ก่ออิฐถือปูน หลังคาเป็นกระเบื้อง  หันหน้าไปทางทิศใต้ ภายในมีจิตรกรรมเป็นภาพเถาไม้เลื้อยเป็นแนวรอบอาคาร หน้าบันมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปเทพบุตรและเทพธิดา  ดาวประจำยาม  มังกรและเถาไม้เลื้อย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ ทั้งที่สร้างด้วยไม้และเป็นปูนปั้น

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์  เป็นบ่อน้ำที่มีมาพร้อมองค์พระธาตุเชิงชุม เดิมมีน้ำพุผุดขึ้นมาเนื่องจากเป็นปลายทางของลำน้ำใต้ดินซึ่งไหลมาจากเทือกเขาภูพาน  ผ่านศูนย์ราชการด้านทิศเหนือ  ผ่านใจกลางเมืองข้างวัดเหนือ  แล้วไหลมาผุดที่บริเวณนี้ เรียกว่า “ภูน้ำซอด” หรือ “ภูน้ำลอด” จากนั้นไหลผ่านไปที่สระพังทองในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ซึ่งอยู่ติดกับวัด ต่อมาปรากฏว่าปริมาณน้ำในบ่อลดน้อยลงเรื่อย ๆ  ทางวัดจึงได้มีการทำผนังกั้นไม่ให้ดินพังลงไป ในอดีตนั้นจะมีการนำน้ำจากบ่อน้ำที่นี่ไปประกอบพิธีกรรมสำคัญต่างๆ อีกด้วย

หอกลอง หรือ หอระฆัง มีลักษณะเป็นหอกลองสูง  มีทั้งหมดสามชั้น สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2503 โดยชาวเวียดนามที่ได้อพยพเข้ามาพำนักอาศัย ณ จังหวัดสกลนคร โดยมีจุดประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแก่องค์พระธาตุเชิงชุม อีกทั้งยังสามารถใช้บอกเวลายามต่างๆ ได้อีกด้วย

การเดินทางโดยรถยนต์มายังวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมือง  จังหวัดสกลนคร  นั้น  หากมาจากกรุงเทพ ฯ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 เมื่อถึง จังหวัดสระบุรี  ให้เลี้ยวขวาเข้า ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) ผ่าน จ.นครราชสีมา จากนั้นให้เลี้ยวไปทาง  อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น (ทางหลวงหมายเลข 2) ไปจนถึงบ้านท่าพระ จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 23 ผ่าน จังหวัดนครราชสีมา  และ  จังหวัดกาฬสินธุ์  และใช้ทางหลวงหมายเลข 213 เพื่อเข้าสู่จังหวัดสกลนคร    

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร  ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวสกลนครและนับเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งทางพุทธศาสนา  ซึ่งบรรพบุรุษของชาวสกลนครได้เฝ้าทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ด้วยความรัก  ความศรัทธาอย่างสูงสุด  สมควรที่คนรุ่นหลังจะสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษให้วัดพระธาตุเชิงชุมคงอยู่และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวสกลนครสืบไป


อ้างอิง

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร  จ.สกลนคร.  สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม  2558,  จาก https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระธาตุเชิงชุม

หลวงพ่อพระองค์แสน  วัดพระธาตุเชิงชุม.  สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม  2558,  จาก https://th.wikipedia.org/พระองค์แสน

แกะรอยอดีต “พระธาตุเชิงชุม” 4 อารยธรรม. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม  2558, จาก http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539692345

อ่านเพิ่มเติม »