ปราสาทหินเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์

โดย กชกานต์  แก่นจันทร์

เมื่อเรานึกถึงแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ เราทุกคนต่างก็จะนึกถึงสถานที่แห่งเดียวกัน นั่นก็คือปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดนี้ โดยเป็นสถาปัตยกรรมปราสาทหินที่สวยที่สุดในประเทศไทย เพราะสร้างขึ้นด้วยแต่จังหวัดบุรีรัมย์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เมื่อผู้มาเที่ยวจังหวัดนี้ได้แวะหลังจากได้เดินทางยังปราสาทหินพนมรุ้งแล้วนั่นก็คือ ปราสาทหินเมืองต่ำ ซึ่งระยะทางห่างจากพนมรุ้งไม่มากนัก เพราะสถานที่ตั้งของพนมรุ้งกับปราสาทหินเมืองต่ำ ต่างกันแค่บนเขากับเนินเขาเท่านั้น

ประวัติความเป็นมาของปราสาทหินเมืองต่ำตั้งอยู่ที่ บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ประวัติการก่อสร้างไม่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด เพราะไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอน แต่เชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาสนสถานในศาสนฺฮินดู ปราสาทเมืองต่ำยังมีความโดดเด่นในเรื่องคติภูมิจักรวาลเนื่องจากมีสระน้ำ 4 สระ ล้อมรอบ ปราสาท  5 ยอด จากคำภีร์ศิวะปุราณะกล่าวว่า พระอิศวรทรงน้ำด้วยพระเสโท สร้างแผ่นดินด้วยเมโท ใช้จุฑามณีปักลงที่ใจกลางของพื้นภพเป็นเขาพระสุเมรุให้เป็นแกนหลักของโลก และจักรวาล นำพระสังวาลมาสร้างเป็นทิวเขาสวมรอบเขาพระสุเมรุอีก 7 ทิว เรียกว่า สัตบริภัณฑคีรีเป็นที่สถิตของเทวดา


ปราสาทเมืองต่ำตั้งอยู่ที่ ตำบลห้วยจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

ปราสาทหินเมืองต่ำมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อขึ้นด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง มีสระน้ำล้อมรอบตัวปราสาท ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก คือ ปรางค์อิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงแผ่นเดียวกัน องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น เป็นปรางค์ประธาน มีมุขหน้า และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ที่ด้านนี้มีประตูเข้าปราสาทเพียงด้านเดียว ส่วนอีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก

ตัวอาคารของปราสาทประกอบด้วย

ปรางค์ประธาน   ตั้งอยู่ตรงกลางเยื้องมาข้างหน้าเล็กน้อย ระหว่างปรางค์บริวารทั้งสองมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์บริวารอีก 4 องค์ ทับหลังเป็นหินทราย ปัจจุบันปรางค์ประธานได้ถล่มลงมาแล้วคงเหลือเฉพาะฐานที่ก่อด้วยศิลาแลง ลักษณะอาคารใช้อิฐเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก พบเพียงฐานเป็นศิลาแลง และหน้าบันซึ่งสลักจากหินทราย เป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ศิลปะปาปวน สันนิษฐานว่าตัวปราสาทเป็นปราสาทหินทราย นอกจากนี้ยังได้พบหลักฐานลวดลายปูนปั้นประดับ ซึ่งสร้างถวายพระศิวะเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะได้มีการขุดพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ และพบทับหลังสลักพระศิวะ ในปาง "กัลยาณะสุนทะระมูรติ" ส่วนบนของทับหลังจำหลักภาพฤๅษีนั่งประนมมือเป็นแถว จำนวน 7 ตน


ที่มา: http://info.dla.go.th/

ตัวปราสาทประธาน  เป็นอาคารสำคัญที่สุด สร้างอยู่ตรงกึ่งกลาง ใช้ประดิษฐานรูปเคารพ และประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า ประกอบด้วยอาคารอิฐ 5 องค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน องค์ปราสาทก่อด้วยอิฐเรียงเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์และแถวหลัง 2 องค์ แสดงสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล ปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางของแถวหน้า มีขนาดใหญ่กว่าปราสาทบริวาร หักพังเหลือเพียงฐาน ปราสาทประธานเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์

กำแพงแก้ว  ซึ่งก่อด้วยศิลาแลง ล้อมรอบองค์ปราสาท  มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า บนสันกำแพงประกอบด้วยบราลี กึ่งกลางกำแพงแก้วมีซุ้มประตูหรือโคปุระขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยหินทราย

ระเบียงคดและซุ้มประตู  เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นห้องแคบๆยาวๆล้อมรอบตัวปราสาท ห้องด้านข้างของระเบียงคดทำเป็นหน้าต่างประดับด้วยลูกมะหวด

บรรณาลัย  ประกอบด้วยกลุ่มอาคาร2หลัง ก่อสร้างด้วยอิฐ อยู่บริเวณด้านหน้าของกลุ่มปราสาทอิฐ ข้างละ 1 หลัง ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขและประตูทางเข้าด้านทิศตะวันตกด้านเดียว ส่วนผนังหลังคาพังลงหมดเหลือเพียงกรอบประตูและทับหลัง จากรูปแบบของอาคารเป็นสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์ ตำราทางศาสนา หรืออาจเป็นสถานที่ประดิษฐานรูปเคารพ

บาราย หรือ ที่เรียกว่า ทะเลเมืองต่ำ สร้างปราสาทหินขึ้นมาพร้อมด้วยบาราย  ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ อยู่ห่างจากตัวปราสาทเมืองต่ำไปทางทิศเหนือราว 200 เมตร สร้างขึ้นเพื่อการอุปโภค การชลประทานของชุมชน มีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาวประมาณ 1,090 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ก่อขอบสระด้วยศิลาแลง 3 ชั้น บนขอบสระด้านยาว คือ ด้านทิศเหนือและทิศใต้มีท่าน้ำเป็นชานกว้าง ขนาดกว้างประมาณ 6.90 เมตร ยาว 17 เมตร ปูพื้นด้วยศิลาแลงลาดลงไปยังฝั่งน้ำ ซึ่งก่อบันไดท่าน้ำเป็นทางลงสระรวม 5 ขั้น ท่าน้ำทั้ง 2 ฝั่งนี้อยู่ในแนวตรงกันประมาณกึ่งกลางของขอบสระ



ลานปราสาทหินเมืองต่ำและสระน้ำ  อยู่ระหว่างกำแพงแก้วกับระเบียงคด มีสระน้ำหักมุมตามแนวของกำแพงส่วนที่ว่างระหว่างสระน้ำเป็นทางเดินในแนวตรงกับซุ้มประตูระเบียงคดและซุ้มประตูกำแพงแก้วสระ  ทั้ง 4 กรุด้วยศิลาแลงเรียงเป็นขั้นบันไดลงถึงก้นสระ ขอบบนสุดสลักเป็นลำตัวพญานาคหินทรายทอดตัวไปตามแนวของขอบสระ ชูคอแผ่พังพานที่มุมสระ เป็นนาค 5 เศียรเกลี้ยงๆ ไม่มีเครื่องประดับศรีษะ เป็นลักษณะศิลปะอินเดียในแบบปาปวน

การเดินทางมายังปราสาทเมืองต่ำ ถ้ามาจากกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดสระบุรี แล้วเลี้ยวขวาตรงทางหลวงหมายเลข 24 ไปจังหวัดอุบลราชธานี แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนหมายเลย 219 ในตัวอำเภอประโคนชัย แล้วเลี้ยวขวาตามทางหลวงหมายเลข 2165 ตามทางมาเรื่อยๆก็จะเจอปราสาทเมืองต่ำ

ปราสาทหินที่สร้างขึ้นในสมัยขอม เพื่อเป็นเทวสถานและศาสนสถานเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  สร้างขึ้นเพื่อการบูชาเทพ ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ที่สร้างอยู่บนที่สูง ก็เพื่อให้เหมือนอยู่บนเขาพระสุเมรุ ซึ่งอยู่ใกล้สรวงสวรรค์มากที่สุด ซึ่งเป็นเสมือนบริเวณใจกลางโลกและจักรวาล และนอกจากสร้างเพื่อความเชื่อทางศาสนาแล้ว ก็ยังเพื่อเป็นการแสดงบารมีของกษัตริย์  เพราะเชื่อว่ากษัตริย์เป็นผู้ที่เคยเป็นเทพลงมาเกิดยังโลกมนุษย์ นอกจากสร้างตัวปราสาทแล้วยังสร้างบาราย หรือที่เก็บน้ำไว้ให้ประชาชนอุปโภคบริโภคเพื่อสาธารณะประโยชน์ของประชาชน   ถึงแม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมาหลายศตวรรษแล้วก็ตามแต่คุณค่าของโบราณสถานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  ร่องรอยปราสาทหินเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวอารยธรรมของคนโบราณชั้นดี เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาความเป็นมา ของประวัติศาสตร์ ว่าครั้งนึงอารยธรรมขอมเคยมีอิทธิพล และยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าเพียงใด



อ้างอิง

ปราสาทหินเมืองต่ำ. [ออนไลน์] . ค้นหาเมื่อ 19 กันยายน 2558 , จาก https://www.gotoknow.org/posts/449531

ปราสาทเมืองต่ำ. [ออนไลน์] .ค้นหาเมื่อ 19  กันยายน 2558 , จาก  http://www.thaifolk.com/doc/muengtam.htm                                                                                    

ปราสาทเมืองต่ำ.[ออนไลน์] . ค้นหาเมื่อ 2 ธันวาคม 2558 , จาก http://place.thai-tour.com/buriram/prakhonchai/385

อ่านเพิ่มเติม »

พระมหาธาตุแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น

โดย จุไรวรรณ มาตราแสง

เจดีย์ใหญ่ทรงเก้าชั้น รูปทรงฐานสี่เหลี่ยม และมีสีสันเหลืองอร่ามเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความวิจิตรตระการตา มีความเป็นเอกลักษณ์   ตั้งเด่นอยู่ที่ริมบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น ที่รู้จักกันในนามว่า “พระมหาธาตุแก่นนคร” นับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวขอนแก่น ทำให้พระมหาธาตุเจดีย์เก้าชั้นแห่ง “วัดหนองแวง” กลายเป็นหนึ่งจุดสนใจที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ   ด้วยจิตศรัทธาในสถานที่แห่งนี้  จึงมีพุทธสาสนิกชนและนักท่องเที่ยวแวะเวียนนำดอกไม้ธูปหอมเข้ามาสักการบูชาพระประธาน  ตลอดจนเยี่ยมชมในความสวยของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

วัดหนองแวง ตั้งอยู่ที่ ถนนกลางเมือง ริมบึงแก่นนคร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2332 พร้อมกับวัดกลาง และวัดธาตุ โดยท้าวเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนแรก ณ บ้านบึงบอน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2354 ท้าวจามมุตร ท้ายเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนที่ 2 ได้ย้ายเมืองไปอยู่บ้านดอนพันชาติ เขตเมืองมหาสารคาม และทำให้บ้านบึงบอนเป็นเมืองเก่า ปัจจุบันบ้านบึงบอนตั้งอยู่ เลขที่ 593 ถนนกลางเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น  บ้านบึงบอนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรก จากพระยานครศรีบริรักษ์ เมื่อปี พ.ศ. 2442 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2527 มีที่ดินทั้งหมด 26 ไร่ 65 ตารางวา ที่ดินมีลักษณะเป็นที่ราบคล้าย 6 เหลี่ยม มีสามหมู่บ้านล้อมรอบและมีบึงแก่นนครอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด


ที่มา: http://travel.thaiza.com/

ส่วนพระมหาธาตุแก่นนคร สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และ มหามังคลานุสรณ์ 200 ปี องค์พระมหาธาตุมีลักษณะเป็นฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 50 เมตร ความสูง80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุม มีทางเข้าออก 4 ทางอยู่ตรงกลางกำแพงแก้วแต่ละด้าน ตกแต่งด้วยบันไดนาคอย่างสวยงาม ด้านหน้ามีลานพระพุทธรูป มีช้างยืนอยู่ในสวนที่จัดขึ้นอย่างร่มรื่น

บริเวณทางเดินก่อนเข้าไปในตัวเจดีย์เรียกว่า “ลานประทักษิณ” ซึ่งลานประทักษิณจะล้อมรอบองค์พระมหาธาตุมีลักษณะลวดลายของพื้นเหมือนกันทุกชั้นและสารถเดินวนรอบเจดีย์ได้ แต่ความกว้างของแต่ละชั้นก็จะค่อยลดลงตามระดับความสูงของเจดีย์ ส่วนยอดของพระมหาธาตุเป็นทรงเจดีย์ จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น ซึ่งเป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน เป็นลักษณะแบบชาวอีสานปากแห

พระมหาธาตุมีเจดีย์ใหญ่ทรงเก้าชั้นเป็นสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจซึ่งแต่ละชั้นก็จะมีความสำคัญที่แตกต่างกันไป


ที่มา: http://www.manager.co.th/

ชั้นที่ 1 เป็นหอประชุม มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุ (ส่วนอก) และพระธาตุของพระสาวกประมาณ 100 องค์ ประดิษฐานอยู่ บานประตู หน้าต่าง แกะสลักภาพนิทานเรื่องจำปาสี่ต้น แบบ 3 มิติ และมีจิตรกรรมฝาผนังประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น

ชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ของชาวอีสาน โดยเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในปัจจุบัน พร้อมทั้งทีการวาดลวดลายบนผนังที่เกี่ยวกับข้อห้ามของคนอีสาน ที่เรียกว่า “คะลำ” ซึ่งเป็นแนวประพฤติตนในการอยู่ร่วมกันของชาวอีสาน โดยแต่ละภาพก็หมายถึงข้อห้ามแต่ละข้อ ซึ่งมีทั้งหมด 35 ข้อ บานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์ และภาพแกะสลักนิทานเรื่องสังศิลป์ชัย

ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติบานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องนางผมหอม เป็นนิทานที่ได้เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณของชาวอีสาน และในชั้นที่สามนี้ได้รวบรวมตาลปัตร พัดยศ และเครื่องอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่น

ชั้นที่ 4 เป็นหอปริยัติธรรม ภายในมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า ภาพวาดที่บานประตู หน้าต่าง เป็นภาพพระประจำวันเกิด เทพประจำทิศ และตัวพึ่ง-ตัวเสวย

ชั้นที่ 5 เป็นหอพิพิธภัณฑ์ มีบริขารของหลวงปู่พระครูปลัดบุษบา สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดรูปที่ 6 บานประตูหน้าต่างแกะสลักภาพพุทธชาดก

ชั้นที่ 6 เป็นหอพระอุปัชฌายาจารย์ บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานชาดกเรื่องเวสสันดร

ชั้นที่ 7 เป็นหอพระอรหันต์สาวก บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานเรื่องพระเตย์มีใบ้

ชั้นที่ 8 เป็นหอพระธรรม เป็นที่รวบรวมพระธรรม คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา พระไตรปิฏก ฯลฯ บานประตูแกะสลักรูปพรหม 16 ชั้น

ชั้นที่ 9 เป็นหอพระพุทธ ตรงกลางมีบุษบก เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บานประตูแกะสลักภาพ 3 มิติ รูปพรหม 16 ชั้น

หากท่านใดสนใจมาท่องเที่ยวที่วัดหนองแวงมาได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 การเดินทางเมื่อมาถึงแยกประตูเมืองขับไปตาม ถ.ศรีจันทร์ ผ่านตลาดบางลำพู แล้วเลี้ยวขวาเข้า ถ.กลางเมืองผ่านสถานีตำรวจอำเภอเมือง และวัดกลาง ไปประมาณ 400 เมตร วัดหนองแวงจะอยู่ทางซ้ายมือ

จากที่ได้กล่าวถึงลักษณะสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในแต่ละชั้นของเจดีย์  ทำให้พระธาตุแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทุกเพศทุกวัย เมื่อถึงเทศกาลต่างๆ เช่น เข้าพรรษา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ ก็จะมีพุทธศาสนิกชนมาสักการบูชาพระธาตุกันอย่างเนื่องแน่น ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนจะได้รับความประทับใจทั้งทางด้านความสวยงามของสถาปัตยกรรม และความรู้โดยจะบอกเล่าผ่านเรื่องราวต่างๆภายในแต่ละชั้นของเจดีย์ สุดท้ายนี้อยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชม “ พระธาตุแก่นนคร” แห่งนี้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทย




อ้างอิง

ตะลอนเที่ยวทั่วไทยทัวร์ออนไทยดอทคอม. (ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์). วัดหนองแวง (พระมหาธาตุแก่นนคร). ค้นข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.touronthai.com

นิตยสารคู่หูเดินทาง. (ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์). กราบไหว้นมัสการ พระมหาธาตุแก่นนคร (พระธาตุ 9 ชั้น) ณ วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น. ค้นข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.tlcthai.com/travel

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2557). พระมหาธาตุแก่นนคร.  ค้นข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม 2558, จาก : https://th.wikipedia.org

อ่านเพิ่มเติม »

วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

โดย ดุสิตา ภูสิงห์

จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเมืองเก่าแก่ทางพุทธศาสนา มีวัดวาอารามมากมาย เมื่อเอ่ยถึงวัดเก่าแก่ประจำจังหวัดและอยู่ใจกลางเมืองนั้น ผู้ที่เคยมาเยือนคงไม่มีใครไม่รู้จัก นั้นก็คือ  “ วัดทุ่งศรีเมือง ” เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และยังคงหลงเหลือหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ที่ถูกเก็บรักษาไว้ด้วยภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน ให้ผู้ที่ศรัทธาและเลื่อมใสในศาสนาได้มาเรียนรู้และเที่ยวชม

“ วัดทุ่งศรีเมือง ”  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ ศาลหลักเมืองประจำจังหวัดอุบลราชธานี หรืออีกชื่อหนึ่งคือ   “วัดราษฎร์”  และยังใกล้กับสถานที่ราชการหลายแห่ง ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใจกลางเมือง ทำให้พื้นที่ มีเพียง 19 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา ซึ่งไม่ใหญ่มากนัก

สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในสมัยสมเด็จกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้ตกลงกับเจ้าของที่ดินหลายคน ให้ยกที่ดิน (ที่ทำนา) ให้กับทางราชการ และเนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ปลายทุ่ง ท่ามกลางเมืองอุบลราชธานี  จึงเรียกว่า "ทุ่งศรีเมือง"  เป็นที่จัดงานมหกรรมใหญ่ๆ เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา  งานรัฐธรรมนูญ

ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมที่สำคัญมากมาย เช่น หอไตรกลางน้ำ  พระอุโบสถหรือหอพระพุทธบาท  ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติทั้ง  2  หลัง นอกจากนี้ยังมี พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญ และเก่าแก่ของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

หอไตรกลางน้ำ  

พระอริยวงศาจารย์ฯ ได้สั่งให้ญาคูช่าง สร้างหอแห่งนี้ขึ้น ลักษณะของอาคารเป็นไม้ตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะของไทย ลาว และพม่า ตัวอาคารเป็นแบบเรือนไทยภาคกลางด้วยลักษณะเรือนยกพื้นสูง ผนังเป็นแป้นฝาไม้แบบเรียบ มีเครื่องสับฝาแบบฝาปะกน ภายในมีตู้เก็บพระธรรมลงรักปิดทอง บริเวณหลังคาเป็นทรงจั่วด้วยศิลปะไทยผสมพม่า คล้ายสถาปัตยกรรมแบบเชียงรุ้ง มีช่อฟ้าใบระกา นาคสะดุ้งและหางหงศ์ ส่วนบนของหลังคาเป็นแบบ 2 ชั้น ส่วนลวดลายแกะสลักบนหน้าบรรณทั้ง 2 ด้านนั้นเป็นศิลปะแบบลาว บริเวณปะกนด้านล่างมีลวดลายแกะสลักเป็นรูปสัตว์ประจำราศีต่างๆรวมถึงทวยไม้ค้ำยันชายคาซึ่งสลักเป็นรูปเทพพนมที่บริเวณด้านหน้าประตู 2 ตัว นอกนั้นเป็นรูปพญานาคโดยรอบ มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก คือ คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และปรัชญาพื้นบ้าน รวมถึงตำราต่าง ๆ มากมาย ส่วนมากเป็นหนังสือใบลานจารึกด้วยอักษรธรรมและสมุดข่อย ไม่ให้ทำลายพระไตรปิกฎให้เสียหาย



พระอุโบสถ หรือ หอพระพุทธบาท

สร้างโดยเจ้าคุณพระอริยาวงศาจารย์ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย หลักคำ) จึงให้ครูช่างชาวเวียงจันทน์ ดำเนินการก่อสร้าง หอพระพุทธบาท ซึ่งลักษณะของหอนี้ เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ระหว่างอีสานพื้นบ้านกับเมืองหลวง คือโครงสร้างช่วงล่าง เช่น ฐานเอวขัน บันไดจระเข้ เฉลียงด้านหน้าคงเอกลักษณ์ของสิมอีสานไว้ แต่โครงสร้างช่วงบนเป็นหลังคาทรงจั่วมีชั้นลด 2 ชั้น รวยลำยองมีช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ ทวยและซุ้มประตูหน้าต่างแบบเมืองหลวง ส่วนลวดลายหน้าบันสาหร่ายรวงผึ้ง มีลักษณะเป็นแบบอีสานผสมกับเมืองหลวงเหมือนสิมวัดแจ้ง มีความกว้าง 6 เมตร ยาว 13 เมตร ต่อมาได้สร้างเป็นเขื่อนกำแพงแก้วหอพระพุทธบาท เป็นสองชั้นรอบๆพระพุทธบาท กำแพงมีขนาด กว้าง 23 เมตร ยาว 32 เมตร ภายในพูนดินให้สูงเหมือนเป็นฐานรองรับหอนี้ โดยได้ขุดเอาดินมาจากสระด้านทิศเหนือ ซึ่งมีขนาดกว้าง 13 เมตร ยาว 24 เมตร ลึก 3 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง จากวัดสระเกศมาให้พุทธบริษัทเมืองอุบลได้กราบไหว้ นอกจากนี้ภายในอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่มีคุณค่า โดยเขียนเป็นภาพเทพชุมนุม พุทธประวัติบางตอน  ภาพชาดก  และ ภาพชาวบ้านถิ่นอีสาน ซึ่งแสดงให้เห็นสังคม วิถีชีวิต การละเล่นพิธีกรรม  การแต่งกาย

ที่มา : http://topicstock.pantip.com/

พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง 

พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีประวัติสร้างขึ้นพร้อมเมืองอุบลราชธานี ในพ.ศ. 2335 สร้างขึ้นในสมัย พระปุทมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง) โดยพระสงฆ์ที่ติดตามมากับขบวน “พระวอ พระตา” จากเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (เมืองหนองบัวลุ่มภู) เพื่อเป็นที่บำเพ็ญกุศลของเจ้าเมือง และเหล่าข้าราชบริพาร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 2.39 เมตร ในปี พ.ศ.2458  พระครูวจีสุนทร เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ และท่านพระครูวิโรจน์รัตนโนบล เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมืองในขณะนั้น ได้นำญาติโยมไปอาราธนา  พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง จากวัดเหนือท่า (ซึ่งในตอนนั้นเป็นวัดร้าง) มาเป็นพระประธานที่ วิหารศรีเมือง (ศาลาการเปรียญวัดทุ่งศรีเมือง) และได้ทำการบูรณะซ่อมแซมเศียรพระเจ้าใหญ่ศรีเมืองที่ชำรุดขึ้นใหม่ โดยจำลองให้คล้ายกับ “พระเหลาเทพนิมิต” ที่วัดพระเหลาเทพนิมิต อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ


ที่มา : http://www.dhammathai.org/

สำหรับการเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ สามารถเดินทางมาได้ทั้งโดยรถรถยนต์ส่วนตัว และรถประจำทาง โดยวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 95 ถ.หลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ทิศตะวันออก สวนสาธารณะทุ่งศรีเมืองหลังโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี  ส่วนรถประจำทาง มีทั้งรถเมล์ขนาดเล็ก สายสีขาวและสายสีแดง

ถ้าหากคุณมาเยือน จังหวัดอุบลราชธานี อย่าพลาดที่จะแวะ “ วัดทุ่งศรีเมือง ”  ชมความสวยงาม หอไตรกลางน้ำอายุกว่า 200 ปี อันเลื่องลือในด้านสถาปัตยกรรมอันงดงาม ซึ่งได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามมงกุฎราชกุมารี พร้อมสักการะขอพรพระพุทธบาทจำลองและพระเจ้าใหญ่ศรีเมือง เพื่อเป็นสิริมงคล







อ้างอิง

วัดทุ่งศรีเมือง. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2558, จาก http://guideubon.com/news/view.php?t=18&s_id=26&d_id=2

วัดทุ่งศรีเมือง อุบลราชธานี. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2558, จาก http://www.dhammathai.org/watthai/northeast/watthoongsrimuang.php

วัดทุ่งศรีเมือง หอไตรกลางน้ำเลื่องลือ แห่งเมืองอุบลฯ. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2558, จาก http://www.thetrippacker.com/th/review/WatThungSiMueang/5424

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย . สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2558, จาก http://thai.tourismthailand.org/home

ยุทธนาวรากร  แสงอร่าม. พื้นถิ่นอีสานในงานจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดทุ่งศรีเมือง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต   ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ  ศิลปกร, 2551.


อ่านเพิ่มเติม »

พระที่นั่งวิมานเมฆ กรุงเทพมหานคร

โดย ณานันท์ชนม์ คำใบ

บรรดาพระที่นั่งต่างๆ ในเขตพระราชวังดุสิต พระที่นั่งไม้สักทองแห่งเดียวที่โดดเด่นเป็นสง่า คือ พระที่นั่งวิมานเมฆ นับได้ว่าเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบวิคตอเรียน ลักษณะพื้นที่โดยรอบมีต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย มีความร่มรื่น เหมาะแก่การไปชื่นชมความงดงาม และพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งนี้เป็นที่สนใจของทั้งไทยและเทศที่ไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชม

พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2443 โดยโปรดเกล้าฯ ให้รื้อย้ายพระที่นั่ง “มันธาตุรัตนโรจน์” จากที่เกาะสีชังมาปลูกสร้างใหม่และทรงพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ”  เนื่องจากในปีพ.ศ. 2436 ไทยเราเกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริว่า เป็นการไม่ปลอดภัยที่จะเสด็จไปเกาะสีชัง


ที่มา: http://www.vimanmek.com

พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในพระราชวังดุสิต สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง และอาจนับได้ว่าเป็นอาคารไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบการก่อสร้างโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ลักษณะสถาปัตยกรรมขององค์พระที่นั่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียนตัวอาคารเป็นรูปตัวอักษรตัว L ในภาษาอังกฤษ ตั้งฉากกัน 2 ปีก แต่ละปีกยาว 60 เมตร บริเวณหน้าจั่ว เชิงชาย และระเบียง ประดับด้วยไม้แกะสลักลวดลายขนมปังขิง

พระที่นั่งวิมานเมฆนั้นสูงจากพื้นดินถึงหลังคายอดโดมแปดเหลี่ยม 25 เมตร มีห้องใหญ่ทั้งหมดประมาณ 31 ห้อง และปัจจุบันเปิดให้เข้า ชมทั้ง 31 ห้อง ห้องต่างๆ แบ่งออกเป็น 5 หมู่สี คือ สีฟ้า เขียว ชมพู งาช้าง และสีลูกพีช แต่ละหมู่สีเจ้านายหรือพระบรม วงศานุวงศ์ฝ่ายในประทับเป็นส่วนๆ ไป ส่วนบริเวณโดม 8 เหลี่ยม ทางทิศตะวันตกเป็นที่ประทับ ส่วนพระองค์ในล้นเกล้า รัชกาลที่ 5


ที่มา: http://www.vimanmek.com

นอกจากนั้นยังมีพื้นที่บริเวณพระตำหนัก ต่างๆ ที่สำคัญหลายหลัง ได้แก่

1. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ซึ่งเป็นพระขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันจัดแสดงนาฬิกาโบราณและของที่ระลึกจากต่างประเทศ

2. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี ตำหนักนี้เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานพระขนิษฐาปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันได้จัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

3. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน เป็นตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุษบัวบัวผัน พระขนิษฐา ปัจจุบันเป็นอีกตำหนักหนึ่งที่จัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

4. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ตำหนักหลังนี้เป็นที่ประทับของกรมหลวงวรเสรฐสุดา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 3 ปัจจุบันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานศิลปวัตถุวัฒนธรรมบ้านเชียง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมาจัดแสดง

5. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา ตำหนักหลังนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชทานพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา พระขนิษฐา ปัจจุบันจัดแสดงพระภูษาและผ้าโบราณและผ้าไหมจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ

6. ตำหนักสวนฝรั่งกังไส เดิมเป็นที่ประทับของพระราชชายา เจ้าดารารัศมีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาปั้นหยา ปัจจุบันตำหนักสวนฝรั่งกังไสเปิดเป็นอาคารจัดแสดงศิลปวัตถุสำคัญ

7. ตำหนักหอ เป็นตำหนักแรกในวังบางขุนพรหม เป็นวังที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ปัจจุบันตำหนักหอใช้เป็นอาคารจัดแสดงของใช้ส่วนพระองค์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ซึ่งอัญเชิญมาจากวังศุโขทัย และจัดแสดงศิลปวัตถุเครื่องปั้นดินเผาเตาแม่น้ำน้อย เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัยซึ่งจมอยู่ใต้ทะเลแถบตะวันออกของประเทศไทย

พระที่นั่งวิมานเมฆถือว่าเป็นสถานที่มีพระราชประวัติที่ยาวนาน อีกทั้งยังมีความประณีตและความงดงามของตัวอาคารที่ได้รับการผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมจากต่างชาติ ทั้งนี้เราชาวไทยซึ่งไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งที่จะไปเยี่ยมชมความงามและประวัติความเป็นมาอันยาวนานของสถานที่อันทรงคุณค่าแห่งนี้



อ้างอิง

Vimanmek Mansion.(2555) พระที่นั่งวิมานเมฆ. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558,  จาก http://www.vimanmek.com/index.php/main

Wikipedia.(2558) พระที่นั่งวิมานเมฆ. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระที่นั่งวิมานเมฆ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.(2558) พระที่นั่งวิมานเมฆ. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2558, จาก http://thai.tourismthailand.org

อ่านเพิ่มเติม »

วัดสระทองบ้านบัว จังหวัดขอนแก่น

โดย อุทุมพร ทัดบุตร

“มัญจาคีรีนามเมืองเก่า    บึงกุดเค้าคู่เมืองบ้าน
นมัสการหลวงปู่ผาง       ตลาดกลางที่นอนหมอน
แสนออนซอนดอนเต่า     งามลำเนาเขาภูเม็ง
เล็งชมกล้วยไม้ป่าบาน     โบราณสถานโนนศิลาเลข
สิมชั้นเอกวัดสระทอง    น้ำตกลือก้องห้วยเขผ้าไหมสุดเก๋หนองหญ้าปล้อง”

จากข้อความข้างต้นนั้นเป็นคำขวัญของอำเภอมัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ซึ่งได้แสดงถึงสิ่งที่โดดเด่นของท้องถิ่น มัญจาคีรีเป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญมากมาย หนึ่งนั้นที่ชาวมัญจาคีรีมีความภาคภูมิใจ คือ “สิมวัดสระทองบ้านบัว”

 วัดสระทองบ้านบัว ตั้งอยู่ที่บ้านบัว ต.กุดเค้า อ.มัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น วัดมีเนื้อที่     7 ไร่ 50 ตารางวา ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยอุโบสถหลังเก่า กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2456 และ อุโบสถหลังใหม่ กว้าง 5 เมตร ยาว 25 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2515

ประวัติความเป็นมาของวัดสระทองบ้านบัวเริ่มจาก พ.ศ. 2374 มีการเกิดโรคระบาด ชาวบ้านได้อพยพลูกหลานจากบ้านโนนเค้า (ปัจจุบันคือวัดป่ามัญจาคีรี) หนีโรคระบาดและการขาดแคลนน้ำบริโภค มาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมสระบัว ซึ่งมีดอกบัวขึ้นเต็มหนองสวยงามมาก จึงได้ตั้งชื่อว่าบ้านบัว ชาวบ้านได้สร้างสิมขึ้น นับว่าเป็นสิมแห่งแรกของดินแดนแถบนี้ การอพยพครั้งนั้น ได้อันเชิญพระพุทธรูปหินทรายแดงมาด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน


ที่มา: http://www.tamdoo.com/

สิ่งก่อสร้างเก่าแก่และสำคัญภายในสระทองประกอบได้แก่  “สิม” หรือ “โบสถ์” ที่เป็นโบราณสถานที่สำคัญ  และภายในสิมมีพระพุทธรูปประธาน ศิลาทรายอันเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ด้วย ดังจะกล่าวในรายละเอียดดังนี้

“สิม” เป็นคำเรียกโบสถ์หลังเล็กๆ แบบโบราณ สิมวัดสระทองบ้านบัวหลังนี้มีคุณค่าในทางเอกลักษณ์ช่างไท-อีสานพื้นบ้านได้อย่างเต็มเปี่ยม ให้ความรู้สึกแห่งความจริงใจและตั้งใจทำตามสติปัญญาความรู้ที่มี จึงบ่งบอกออกมาจากความบริสุทธิ์ซื่อซึ่งถือว่ามีคุณค่าในทางศิลปะ ลักษณะฝีมือดูเรียบง่ายใช้สีเพียง 2 – 3 สี ในการระบาย ลวดลายที่อยู่ภายนอก ตกแต่งด้วยงานปูนปั้นนูนต่ำ รูปคนขี่ช้าง รูปฉัตร 3 ชั้น เทวดา ดอกไม้รูปช้างมีสัปคับและคนขี่ช้าง


ที่มา: http://www.finearts.go.th/

สิมวัดสระทองบ้านบัวเป็นสิมทึบก่ออิฐถือปูนยาว 3 ห้อง ยาว 7.50 เมตร กว้าง 5 เมตร  ประตูเข้าด้านเดียว เจาะซุ้มหน้าต่างด้านข้าง มีซุ้มหลอกด้านผนังข้างพระประธาน  ปั้นปูนเป็นเสาเหลี่ยมย่อมุมยอดกลีบบัวมีดอก 4กลีบ ประดับกระจกเงาวงกลมเป็นแนวไปตลอด ซุ้มประตูก็ทำอย่างเดียวกัน แต่มีเพิ่มไม้แกะสลักส่วนวงกรอบบนโครงหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็งทั้งหมด  มีการแกะลวดลายลงบนขื่อ ผนังภายในสิมโล่งไม่ทำลวดลายหรือแต้มรูปแต่อย่างใด  หลังคาทรงจั่วชั้นเดียวมุงกระเบื้องซีเมนต์หางว่าว มีปีกนกยื่นคลุมตลอด เชิงชายฉลุไม้เป็นลายฟันปลาโดยรอบ

สิมวัดสระทองบ้านบัว นับได้ว่าเป็นอาคารทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่แสดงลักษณะที่เด่นชัดของพื้นที่ภาคอีสาน โดยใน ปี 2545 ได้รับรางวัลอาคารทรงคุณค่าด้านการอนุรักษ์มรดกและวัฒนธรรมแห่งเอเชียแปซิฟิก (Award of Merit) จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือที่เราเรียกกันว่า ยูเนสโก้  (UNESCO)    

ส่วนพระประธานภายในสิมวัดสระทองบ้านบัว เป็นพระพุทธรูปประธานศิลาทรายรูปแบบอีสานประดิษฐานอยู่ภายในสิม เล่ากันว่าก่อนที่จะมีการตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนบ้านบัว ชาวบ้านได้มีการอันเชิญพระพุทธรูปหินทรายแดงมาด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน ที่มีชื่อว่า “พระมงคลพุทธศิลาทอง” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อศิลาทอง” ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านตลอดมา


ที่มา: http://khonkaen.nfe.go.th/

โดยการเดินทางไปยังวัดสระทอง เริ่มจากตัวเมืองขอนแก่นขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (ขอนแก่น-ชุมแพ) ประมาณ 14 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายสู่ถนนหมายเลข 2062 (บ้านทุ่ม-มัญจาคีรี) เมื่อถึง อ.มัญจาคีรี ใช้เส้นทางหมายเลข 229  (มัญจาคีรี-ชัยภูมิ) ตรงไปจะถึงโรงพยาบาลมัญจาคีรี จากนั้นเลี้ยวขวาสู่ถนน ขก.3010 ข้างโรงพยาบาล แล้วตรงไปจนถึงบ้านบัว ทางเข้าวัดจะอยู่ทางซ้ายมือ รวมระยะทางจากตัวเมืองราว 60 กิโลเมตร

วัดสระทอง ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านบัว นอกจากนั้น วัดสระทองยังถือได้ว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งทางพุทธศาสนา บรรพบุรุษของชาวบ้านบัว ได้ร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาและทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ด้วยความรัก ความศรัทธา และคนรุ่นหลังควรที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษด้วยการช่วยกันดูแลรักษาวัดสระทองให้คงอยู่และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านสืบไป




อ้างอิง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก:http://thai.tourismthailand.org (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

ท่องเที่ยวสะดุดตา. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก:http://www.sadoodta.com/info (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

อีสานแหล่งเรียนรู้อู่อารยธรรม. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก: http://i-san.tourismthailand.org (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

อ่านเพิ่มเติม »

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี

โดย ปิยะกมล มหิวรรณ

ในบรรดาพระราชวังโบราณที่สวยงามและยิ่งใหญ่ของไทย หากไม่นึกถึงพระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือวังนารายณ์ก็คงไม่ได้ เพราะได้ชื่อว่าเป็นแวร์ซายแห่งลพบุรี ที่โดดเด่นด้วยศิลปกรรมไทยสองสมัย นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งหนึ่งเมื่อมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่จังหวัดลพบุรี

พระราชวังนี้สร้างขึ้น ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถือเป็นราชธานีแห่งที่สองในรัชสมัยของพระองค์ สำหรับใช้เป็นที่ประทับ เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต วังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างมายาวนาน จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯให้บูรณะ พร้อมทรงพระราชทานนามพระราชวังว่า "พระนารายณ์ราชนิเวศน์"

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 42 ไร่ ด้านหน้าพระราชวังจะหันเข้าหาตัวเมือง ด้านหลังจะติดกับแม่น้ำลพบุรี ปัจจุบันได้จัดพื้นที่บางส่วนภายในวังให้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์


ประตูทางเข้าพระราชวัง

สิ่งก่อสร้างสำคัญภายในพระราชวัง จะแบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่ เขตพระราชฐานชั้นนอก ซึ่งจะเป็นอาคารที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทั้งหมด เขตพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งมีพระที่นั่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 2 องค์และพระที่นั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 4 องค์ และเขตพระราชฐานชั้นใน จะมีพระที่นั่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เพียงพระองค์เดียว ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โดยในแต่ละเขตพระราชฐานมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ดังนี้

ตึกรับรองคณะทูตต่างประเทศ ในเขตพระราชฐานชั้นนอก บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า ตึกหลังนี้อยู่กลางอุทยาน ซึ่งแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบตึกมีคูน้ำล้อมรอบ ภายในคูน้ำมีน้ำพุพุ่งเรียงรายได้ ระยะยาว 20แห่ง สมเด็จพระนารายณ์ฯได้ พระราชทานเลี้ยงแก่คณะทูตจากประเทศฝรั่งเศส ณ สถานที่นี้


ตึกเลี้ยงรับรองแขกเมือง

พระที่นั่งจันทรพิศาล ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง เป็นหอประชุมองคมนตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งสร้างทับลงไปบนรากฐานเดิมของพระที่นั่งของพระราเมศวร โอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงสร้างเมื่อครั้งครองเมืองลพบุรี พระที่นั่งองค์นี้ถือเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ ภายหลังเมื่อได้สร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ขึ้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงย้ายไปประทับที่พระที่นั่งองค์ใหญ่


พระที่นั่งจันทรพิศาล
ที่มา : http://www.taradplaza.com/

หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฏ ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งเสด็จบูรณะเมืองลพบุรี ประกอบด้วยพระที่นั่ง 4 องค์ คือ พระที่นั่งพิมานมงกุฎ เป็นที่ประทับ พระที่นั่งวิสุทธิวินิจฉัย เป็นท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน พระที่นั่งไชยศาสตรากร เป็นที่เก็บอาวุธ และพระที่นั่งอักษรศาสตราคม เป็นที่ทรงพระอักษร ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ มีรูปแบบของความทันสมัยและยังมีสภาพสมบูรณ์


หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฏ
ที่มา : http://2g.pantip.com/cafe/

พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ในเขตพระราชฐานชั้นใน เป็นพระที่นั่งสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์ฯ พระองค์ทรงเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2231 ปัจจุบันเหลือร่องรอยความสวยงามให้เห็นเพียงฐานของพระที่นั่งเท่านั้น


พระที่นั่งสุทธาสวรรย์
ที่มา : http://2g.pantip.com/

หมู่ตึกพระประเทียบ ในเขตพระราชฐานชั้นใน เป็นตึกชั้นเดียว 2 หลัง ก่อด้วยอิฐปูน 2 ชั้น มี 8 หลัง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของข้าราชการฝ่ายในที่ตามเสด็จรัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งเสด็จประพาสที่เมืองลพบุรี ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ ใช้จัดแสดงศิลปวัตถุท้องถิ่นและวิถีชีวิตคนไทยภาคกลาง


หมู่ตึกพระประเทียบ
ที่มา : http://2g.pantip.com/

นอกจากนั้นยังมีตึกอาคารสำคัญๆ อีกมากมายภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์แห่งนี้ที่ไม่สามารถจะนำมากล่าวถึงได้ทั้งหมด รอให้ทุกท่านได้มาเยี่ยมชมศึกษาด้วยตนเองกันนะคะ  สำหรับการเดินทางมายังพระนารายณ์ราชนิเวศน์โดยทางรถยนต์ หากมาจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านจังหวัดสระบุรี อำเภอพระพุทธบาท เข้าสู่จังหวัดลพบุรี ระยะทาง 153 กิโลเมตร หรือจะเลือกเดินทางโดยรถโดยสารและรถไฟก็มีให้บริการทุกวัน พระนารายณ์ราชนิเวศน์  เปิดให้เราเข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 08.30-17.00 น. ส่วนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ เปิดให้เราเข้าชม ตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น. หยุดวันจันทร์-วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยเสียค่าเข้าชม ชาวไทยคนละ 10 บาทและชาวต่างประเทศ 30 บาท

กล่าวได้ว่าพระนารายณ์ราชนิเวศน์ สถานที่ที่เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจแห่งอาณาจักรอยุธยา เป็นสิ่งก่อสร้างที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดคู่เมืองลพบุรี เป็นมรดกอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคนรุ่นหลัง ควรที่จะเข้ามาเยี่ยมชมโบราณสถานนี้ด้วยความเคารพและภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย




อ้างอิง

คู่มือท่องเที่ยวลพบุรี. (ม.ป.ป.). (ออนไลน์). สืบค้นจาก : http://thai.tourismthailand.org. [5 กันยายน 2558]

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์. (ม.ป.ป.).  (ออนไลน์). สืบค้นจาก : http://www.paiduaykan.com/province/central/lopburi/pranaraimuseum.html. [9 กันยายน 2558]

ลพบุรี. (2542). กรุงเทพฯ : สารคดี

วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. (2539). ลพบุรี อดีต-ปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช

อ่านเพิ่มเติม »

พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

โดย รุ้งตะวัน ทุมสิทธิ์

พระปรางค์สามยอดเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญมากของจังหวัดลพบุรี เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เพราะเมื่อถามถึงจังหวัดลพบุรีคาดว่ามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์จะคิดถึงศาลพระกาฬ พระปรางค์สามยอด และงานโต๊ะจีนลิง  องค์พระปรางค์สามยอดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับศาลพระกาฬ จึงเป็นโบราณสถานที่เมื่อนักท่องเที่ยวแวะมาไหว้เคารพสักการะเจ้าพ่อพระกาฬแล้วต้องแวะมาเที่ยวปรางค์สามยอดกันทุกคน

แต่ก่อนอื่นๆ เรามาทำความรู้จักความสำคัญของเมืองลพบุรีกันก่อน ลพบุรีหรือชื่อดั้งเดิมคือ เมืองละโว้ เป็นเมืองแห่งความหลากหลายและต่อเนื่องทางวัฒนธรรมมายาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) ลพบุรีได้ตกอยู่ใต้อำนาจมอญและขอมจนกระทั่งในตอนต้นของพุทธศตวรรษที่ 19 คนไทยจึงเริ่มมีอำนาจขึ้นในดินแดนแถบนี้ หลังจากนั้นมาเมืองลพบุรีได้ลดความสำคัญลงไป จนกระทั่งมาถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2213) ลพบุรีได้รับการทำนุบำรุงครั้งใหญ่ สืบเนื่องมาจากการคุกคามของชนชาติฮอลันดาที่ติดต่อค้าขายกับไทย ทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีแห่งที่สองขึ้น เพราะลพบุรีมีลักษณะทางยุทธศาสตร์เหมาะสมในการป้องกันพระนคร โดยได้รับความช่วยเหลือจากช่างชาวฝรั่งเศสและอิตาลี อีกทั้งพระองค์ยังได้ประทับอยู่ที่ลพบุรีเป็นส่วนใหญ่ และโปรดให้ทูตและชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าพระองค์ที่เมืองนี้หลายครั้ง


ที่มา: http://www.unseentravel.com/

ส่วนพระปรางค์สามยอด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองลพบุรี ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี บนเนินดินด้านตะวันตกของทางรถไฟ ใกล้กับศาลพระกาฬ มีลักษณะเป็นปรางค์เรียงต่อกันสามองค์ สูงประมาณ 15 เมตร  ทั้งปรางค์สามองค์มีทางเดินเชื่อมต่อกันโดยตลอด เป็นศิลปะเขมรแบบบายน ปัจจุบันเครื่องประดับที่หุ้มจะร่วงลงมาบ้างบางส่วนแต่ก็ยังสามารถสังเกตได้ว่าการประดับภายนอกของปรางค์มีการจัดทำด้วยความประณีต ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ด้านในองค์พระปรางค์ทั้งสามยอด  เดิมได้โบกปูนไว้อย่างประณีตเหมือนด้านนอก  ปัจจุบันปูนเหล่านั้นได้ถูกกะเทาะออกเกือบหมดแล้ว  ภายในองค์ปรางค์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิขนาดใหญ่มาประดิษฐาน ซึ่งเป็นศิลปะแบบสมัยอยุธยาตอนต้น  อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 มาประดิษฐานไว้ด้วย

พระปรางค์สามยอดนี้สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นเทวสถานของขอมในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ปรางค์องค์กลางมีฐานแต่เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและมีเพดานไม้เขียนลวดลายเป็นดอกจันทน์สีแดง องค์ขวาประดิษฐานพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร องค์ซ้ายประดิษฐานรูปนางปรัชญาบารมิตาหรือนางปัญญาบารมี ชายาของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นเทวสถาน สังเกตได้โดยจะมีฐานศิวลึงค์ปรากฏอยู่ในองค์ปรางค์ทั้งสามองค์ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์สามยอดให้เป็นวัดในพุทธศาสนา แล้วสร้างพระวิหารก่อด้วยอิฐ ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาผสมแบบยุโรป ในส่วนของประตูและหน้าต่าง ภายในวิหารประดิษฐานพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ศิลปะในสมัยอยุธยาตอนต้น ปัจจุบันเหลือแต่รอยฐานที่ก่อขึ้นสำหรับไว้พระพุทธรูปเท่านั้น

รูปทรงของพระรางค์มีลักษณะป้อมๆ มีผู้เปรียบว่าปรางค์สามยอดมีลักษณะเหมือนงาช้างแรกงอกหรือหัวปลีหงาย รอบๆองค์พระปรางค์มีลวดลายปูนปั้นที่ประณีตงดงาม ถ้าสังเกตลวดลายปูนปั้นให้ดีจะเห็นว่ามีความแตกต่างของฝีมือช่าง คือ ลวดลายที่อยู่ตอนบนเป็นลายละเอียดนูนและลึกมาก เข้าใจว่าเป็นฝีมือดั้งเดิม ส่วนตอนล่างๆ เป็นลายบางๆ ไม่นูนและลึกมาก เข้าใจว่าเป็นการซ่อมเสริมสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตรงซุ้มประตูเดิมมีทับหลัง แต่ที่เหลือในปัจจุบัน คือ เสาประดับกรอบประตูแกะสลักเป็นรูปฤๅษีนั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งเป็นแบบเฉพาะของเสาประดับกรอบประตูศิลปะเขมรแบบบายน นอกจากนั้นยังมีลวดลายการตกแต่งส่วนต่างๆ ที่งดงาม เช่น

ลวดลายประดับส่วนยอดหรือศิขระ สร้างด้วยหินทรายเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายซ้อนกัน 3 ชั้น ถัดลงมาเป็นการยกเก็จสามเก็จตรงด้านและมุมประดับ ด้วยกลีบขนุนทำจากศิลาแลง และบางส่วนทำจากปูนปั้นเป็นรูปบุคคลยืนอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว


ที่มา : http://www.oknation.net/

บัวรัดเกล้าเรือนธาตุ ประกอบไปด้วย แถวบนสุดเป็นลายดอกไม้กลม ถัดลงมาปั้นปูนเป็นรูปกลีบบัวหงาย แถวถัดลงมาเป็น ลายดอกซีกดอกซ้อน รูปหงส์ ลายกลีบบัวหงาย ลายก้านขด และดอกบัวตูม เรียงเป็นแถว ลวดลายละ 1 แถวรวมเป็น 3 แถว จบด้วยลายกรวยเชิงเป็นรูปเกียรติมุข (หน้ากาล) คายเฟื่องอุบะ

ตอนกลางของเรือนธาตุ  มีลายปูนปั้นประดับเป็นลายก้านขดที่แถวบนสุด ถัดลงมาเป็นบัวฟันยักษ์คว่ำ หน้ากระดานเป็นลายกระจังประกอบกัน เป็นลาย กากบาทแทรกด้วยลายประจำยามลายเล็กและลายดอกซีกดอกซ้อน ถัดลงมาเป็นลายกลีบบัวหงาย ลายกระหนกวงโค้ง ลายดอกบัว ตอนล่างสุดเป็นลายกรวยเชิงตามลำดับ


ที่มา : http://www.oknation.net/

บัวเชิงเรือนธาตุ ด้านบนสุดเป็นรูปใบหน้าของชาวจามที่เป็นศัตรูกับชาวเขมรที่ถูกประดิษฐ์เป็นใบหน้าของยักษ์ประกอบกับลายกรวยเชิง อันเป็นที่ นิยมมากในศิลปะแบบบายนของกัมพูชา ถัดลงมาเป็นลายดอกบัว สันลูกแก้วอกไก่เป็นลายรักร้อย และบัวฟันยักษ์คว่ำ ลายก้านขด และดอกซีกดอกซ้อน ลายละหนึ่งแถวตามลำดับ นับเป็นร่องรอยความงดงามแห่งอดีตที่หลงเหลือมาให้พวกเราได้ศึกษาเรียนรู้กัน


ที่มา : http://www.oknation.net/

ผู้ใดที่สนใจอยากมาเที่ยวชนพระปรางค์สามยอดสามารถเดินทางมาได้ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น. เว้นวันจันทร์และอังคาร มีค่าธรรมเนียมเข้า คนไทยท่านละ 10 บาท ชาวต่างชาติคนละ 30 เท่านั้นในบริเวณข้างๆมีอาหารลิงจำหน่ายเป็นพวกถั่ว และกล้วยบริการ ในบริเวณปรางค์สามยอดนั้น เป็นบริเวณที่มีลิงเต็มไปหมดและก็จะมีนักท่องเที่ยวที่ซื้ออาหารมาฝากลิงเหล่านี้เป็นประจำ  ให้อาหารลิงอย่างใกล้ชิด อาหารพวกนมเปรี้ยว นมหวานเป็นอาหารที่ลิงชอบกินมากๆ และก็นับได้ว่าเป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งในการมาเที่ยวจังหวัดลพบุรี

ผู้ที่ได้มาเยือนเมืองลพบุรี ควรต้องมาสัมผัสกับความวิจิตรพิสดารของพระปรางค์สามยอดสักครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝีมือจำหลักหินทรายที่ยอดเยี่ยมหรือลวดลายปูนปั้นได้ราวกับมีชีวิตและวิญญาณ ทั้งทัศนียภาพขององค์พระปรางค์สามยอดที่ตัดกับท้องนภาสีฟ้า และพื้นหญ้าสีเขียวกับความวุ่นวายของเหล่าลิงน้อยใหญ่ที่วนเวียนคอยหาอาหารจากนักท่องเที่ยว เชื่อแน่นอนว่าจะต้องรู้สึกประทับใจไม่แพ้ที่อื่นแน่นอนค่ะ




อ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). ลพบุรี ธานีแห่งอารยธรรม. กรุงเทพฯ:กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัด. พระปรางค์สามยอด(ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://place.thai-tour.com/lopburi/mueanglopburi/1666  . (วันที่ค้นข้อมูล 18 กันยายน 58)

ไปด้วยกันดอทคอม. พระปรางค์สามยอด(ออนไลน์). สืบค้นจาก : http://www.paiduaykan.com/province/central/lopburi/prangsamyod.html . (วันที่ค้นข้อมูล 29 พฤศจิกายน  58)

อ่านเพิ่มเติม »