Showing posts with label ศิลปะล้านช้าง. Show all posts
Showing posts with label ศิลปะล้านช้าง. Show all posts

พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

โดย กรรณิการ์ พรยิ้ม

มหาเจดีย์โบราณซึ่งได้รับซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “จอมเจดีย์” 1 ใน 8 องค์ของประเทศไทย โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงยกย่องนั้นคือ พระธาตุพนม ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์มานานซึ่งเป็นที่บรรจุพระพุทธอุรังคธาตุ ที่แปลกันมาว่า “พระธาตุหัวอกพระพุทธเจ้า” เป็นพุทธเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของแผ่นดินไทยล้านช้างมาแต่โบราณกาล ซึ่งแม้จะพ้นผ่ากาลเวลามาเนินช้าแล้ว หากแต่ความเคารพความศรัทธายิ่งทวีมากยิ่งขึ้น

"สุสณฺณรชตํ รตนํ ปณีตํ พุทฺธอุรงฺคเจติยํ อหํ วฺนทามิ สพฺพทา" คำนมัสการยอดพระบรมอุรังคธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนชยางกูร บ้านธาตุพนม ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นคำสวดภาษาบาลีนอกจากจะสวดบูชาพระธาตุพนมแล้วยังบ่งบอกประวัติความเป็นมาของพระธาตุพนมได้เป็นอย่างดี “ข้าพเจ้าขอนมัสการพระบรมอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระมหากัสสปเถระเจ้า นำมาฐาปนาไว้ ณ ภูกำพร้า ด้วยเศียรเกล้าของข้าพเจ้า แล้วจักกล่าวประวัติย่อองค์พระธาตุพนม อันเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธองค์ ขออันตรายอย่าได้มีมา จงเจริญศรัทธาของสาธุชนสัตบุรุษผู้มีจิตบริสุทธิ์ทั้งมวลเทอญ” ซึ่งประวัติตำนานความเป็นมากล่าวโดยย่อมีดังนี้


รูปที่ 1 สภาพพระธาตุพนมที่หักโค่นลงในปี พ.ศ.2518

องค์พระธาตุพนม ตามตำนานกล่าวไว้ว่าสร้างครั้งแรกในราวพุทธศักราชที่ 8 ผู้ที่สร้าง คือ พระมหากัสสปะ พร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ โดยได้นำพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหัวอกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ในพระธาตุ ผู้ที่ร่วมช่วยในการสร้างพระธาตุนี้คือ ท้าวพระยาทั้ง 5 พระองค์ได้แก่ 1.พญาจุลณีพรหมทัต 2.พญาอินทปัตถนคร 3.พญาคำแดง 4.พญานันทแสน 5.พญาสุวรรณภิงคาร พากันยกโยธามาช่วยสร้างพระธาตุพนมจนเสร็จ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2233 - 2245 ซึ่งเป็นการบูรณะครั้งที่ 4 เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก หรือประชาชนทั่วไปเรียกว่า ญาคูขี้หอม ท่านเป็นมหาเถระที่มีพลังจิตสูง เป็นที่เคารพรักของประชาชน ท่านมีความเลื่อมใสศรัทธาพระธาตุพนมเป็นอันมาก จึงได้เดินทางมาจากนครเวียงจันทร์ เจ้าราชครูองค์นี้ ได้นำมหรรฆภัณฑ์อันมีค่าเข้ามาบรรจุมากที่สุด เพราะมีญาติโยมและคนเชื่อถือศรัทธามาก ได้แก่ พระพุทธรูปเก่าแก่มากมายหลายยุคหลายสมัย และท่านยังได้จัดสร้างยอดพระธาตุ หล่อด้วยโลหะสำริด พร้อมทั้งฉัตรทองคำ 7 ชั้น ที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า มีลวดลายเฉพาะตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะล้านช้างและผอูบสำหรับองค์เดิมที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (รูปที่ 1พระธาตุองค์เดิม)

ศิลปะที่ใช้สร้างสันนิษฐานว่าเป็นศิลปะแบบปราสาทเขมร-จาม หรือที่เรียกว่าแบบไพรกเมง-กำพงพระ สมัยกาลผ่านพ้นสู่ยุคปัจจุบัน ณ วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พุทธศักราช 2518 ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ เวลา 19 นาฬิกา 38 นาที ได้มีพายุฝนตกหนัก ลมพายุพัดกรรโชกแรง พระธาตุพนมอันเป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมือง ก็ได้พังทลายลงมาทางทิศตะวันออกทั้งองค์ พระธาตุพนมล้มแล้ว “ดั่งดวงแก้วตกต้องแผ่น” พระบรมธาตุอันเป็นที่สถิตดวงใจแห่งศรัทธาในพระศาสนาของประชาชนได้พินาศด้วยน้ำมือของธรรมชาติที่มิอาจหักห้ามได้ แต่กระนั้นก็ได้ทำได้เกิดการค้นพบสิ่งมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดนั้นคือ พระอุรังคธาตุที่บรรจุอยุ่ในผอบทองคำซึ่งซ้อนสลับกันถึง 6 ชั้นภายในผอูบสำริด โดยปรากฏพระอุรังธาตุจำนวน 8 องค์ภายในนั้น


รูปที่ 2 ผอูบสำริด


รูปที่ 3 พระอุรังคธาตุ

จนนำมาสู่การกอบกู้จิตใจของประชาชนให้สถิตดำรงคงดังเดิม ในวันที่ 26 ธันวาคม 2518- 1 มกราคม 2519 (7 วัน 7 คืน) จึงได้มีงานสมโภชพระอุรังคธาตุขึ้นมาในรูปแบบใหม่ซึ่งมีการก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยมเหมือนของเดิม ซึ่งมีความสูงจากระดับพื้นดิน 53.60 เมตร ฐานวัดระดับพื้นกว้างด้านละ 13 เมตร วัดสูงจากระดับพื้นดิน 64 เซนติเมตร กว้างด้านละ 12.33 เมตร โดยเป็นการก่อสร้างของกรมศิลปากรซึ่งก่อนจะเข้าไปภายในพระธาตุพนมนั้น จะมีบันไดทางขึ้นเป็นรูปพญานาคสามเศียร 2 ตน ประดับสองข้างทางราวบันได ซึ่งถือว่าเป็นผู้พิทักษ์รักษาคุ้มครององค์พระธาตุพนม

ศิลปะของพระธาตุพนมเริ่มตั้งแต่ชั้นแรก เป็นชั้นของพระพุทธรูป ภายในองค์พระธาตุพนมทั้งหมดมี 4 ชั้น คือ ชั้นที่ 1 เป็นภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในซุ้มพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับนั่งอยู่ บนบัลลังก์นาค โดยเฉพาะองค์พระพุทธเจ้าเป็นงานจิตรกรรม คือ ปิดทองแล้วตัดเส้นด้วยสี ส่วนที่เป็นลวดลาย คือซุ้มพระและลายส่วนประกอบเป็นงานประติมากรรม เมื่อดูแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกว่า มีความสง่างาม บริสุทธิ์ และเบาลอย ชั้นที่ 2 เป็นชั้นพระธรรม ได้สร้างเป็นรูปแบบพระธรรมจักรประดิษฐานบนแท่นบัลลังก์นาค ภายในรูปพระธรรมจักรประกอบด้วยซีก 37 ซีก อันหมายถึง โพธิปักขิยธรรม ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ 37 ประการ ธรรมจักร ก็คือจักรคือธรรม หมุนไปหมุนไปตามกรรมจนเข้าถึงมรรค 8 และถึงจุดดวงแก้วใสๆ คือ พระนิพพาน ตามลำดับ

ชั้นที่ 3 คือ ชั้นพระอุรังคธาตุ ตรงส่วนกลางเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุ ปิดด้วยทองคำ ระเบียงรอบทำเป็นรูปพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ประทับอยู่ภายในซุ้ม แสดงถึงว่า พระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ มี 5 พระองค์ ชั้นที่ 4 คือ ชั้นมณฑป รอบพระอุรังคธาตุรูปทรงโปร่ง ซึ่งได้พัฒนามาจากผอูบสำริดของเก่าในองค์พระธาตุเดิม โดยได้ออกแบบและพัฒนารูปแบบให้เป็นรูปทรงในยุคปัจจุบัน โดยทำเป็นทรงมณฑป 3 ชั้น ลวดลายมีลักษณะโปร่ง ภายในมณฑปแต่ละชั้นเป็นรูป พระอาทิพุทธเจ้า 28 พระองค์ ส่วนยอดมณฑปเป็นรูปทรงมงกุฎ ซึ่งหมายถึงเครื่องทรงอันสูงส่ง เหนือยอดมงกุฎเป็นฉัตรทองคำประกอบด้วยอัญมณีนพเก้า


รูปที่ 4 พระธาตุพนมในปัจจุบัน

การเดินทางไปเยือนพระธาตุพนมนั้นสะดวกสบาย ถ้ามาโดยทางรถยนต์ให้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12  มุ่งตรงไปยัง ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ก็จะพบวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุพนมในที่สุด วัดพระธาตุพนมเปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์ 06.00-17.00 น.

องค์พระธาตุพนม จอมเจดีย์สองฝั่งโขง เป็นหลักฐานพยานที่แสดงให้เห็นความเจริญทางวัตถุและจิตใจของโบราณชน ผู้อาศัยอยู่ในภูมิภาคส่วนนี้ของโลก จึงจัดว่าเป็นสมบัติชิ้นสำคัญของโลกชิ้นหนึ่ง ศาสนสถานแห่งนี้จึงควรค่าแก่การเคารพกราบไหว้และเชิดชู และการมาท่องเที่ยวที่พระธาตุพนม นอกจากเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจแล้วยังเป็นความอิ่มเอมใจที่ได้มีโอกาสมาทำบุญไหว้พระธาตุสักครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยค่ะ


อ้างอิง

ประภัสสร์ ชูวิเชียร. ๕ มหาเจดีย์สยาม. กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส.

อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ.(2557). พระธาตุพนม.นนทบุรี:มติชนปาเกร็ด.

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์.  ประวัติย่อพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม.  สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2558, จาก http://www.finearts.go.th/

อ่านเพิ่มเติม »

พระธาตุขามแก่น จังหวัดขอนแก่น

โดย กฤษฎา อินทรปพงศ์
“พระธาตุขามแก่น”   เสียงแคนดอกคูน
ศูนย์รวมผ้าไหม   ร่วมใจผูกเสี่ยว
เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่   ไดโนเสาร์สิรินธรเน่
สุดเท่เหรียญทองมวยโอลิมปิก
คำขวัญท่อนแรกของจังหวัดขอนแก่นที่ทุกคนที่ได้อ่านเป็นต้องสะดุดตา “พระธาตุขามแก่น” หรือ วัดเจติยภูมิ จึงได้ชื่อว่าเป็นวัดที่สำคัญ ทั้งยังวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวขอนแก่น เรียกได้ว่าผู้ที่ผ่านมาที่จังหวัดขอนแก่น  ต้องหาโอกาศแวะสัมผัสกับบรรยากาศ  กลิ่นอายของเมืองโบราณที่ยังคละคลุ้งไม่เคยจางหาย...

วัดเจติยภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น  เป็นวัดที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก  แม้จะมีเนื้อที่ 15ไร่ 2งาน 1ตารางวา แต่มีพื้นที่ที่เป็นส่วนสิ่งก่อสร้างไม่เกิน 6ไร่ ถูกสร้างขึ้นในสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด มีเพียงตำนานที่เล่าต่อกันมาเท่านั้น ที่พอจะอธิบายการสร้างของวัดได้ ปัจจุบันเป็นสถานที่ประดิษฐานขององค์พระธาตุ ที่บรรจุพระอังคารของพระพุทธเจ้า จึงทำให้มีผู้คนมากหน้าหลายตาหลั่งไหลเข้ามาสักการะ



ตำนานการสร้างพระธาตุนั้น  เล่ากันว่า.. มีกษัตริย์แห่งโมริยวงศ์พร้อมด้วยพระอรหันต์ 9 องค์ ได้เดินทางไปที่พระธาตุพนมเพื่อนำพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้าไปบรรจุไว้ด้านใน  ระหว่างทางได้พักที่ตอมะขามใหญ่ตายซากตอหนึ่งที่ผุเหลือแต่แก่น และได้อันเชิญพระอังคารธาตุวางไว้ที่บนตามะขามผุนั้น พอมาถึงเมืองนครพนมปรากฏว่าพระธาตุได้เสร็จสมบูรณ์ โมริกษัตริย์และคณะจึงกลับ และเดินผ่านตอมะขามใหญ่ตอเดิม แต่ปรากฏว่าตอมะขามผุนั้นได้เจริญงอกงามตอเขียวขจี โมริกษัตริย์จึงสร้างประธาตุทับและนำพระอังคารธาตุประดิษฐานไว้ในองค์พระธาตุนั้น และได้บรรจุพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ 9 บท ไว้ในเจดีย์องค์เล็กทางด้านทิศตะวันตกของพระธาตุ เรียกว่า "พระเจ้าเก้าองค์”

แม้พระธาตุขามแก่นจะมีความเก่าแก่อย่างมาก แต่ก็มีการบูรณะถึง 4 ครั้ง เพื่อรักษาวัดและพระธาตุให้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ครั้งแรก ระหว่าง พ.ศ. 2459 - 2468 ในสมัยพระครูแพง พุทธสโร เจ้าอาวาสวัดเจติยภูมิ ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2498 - 2499 พระสารธรรมมุณี เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2531 และ ปี พ.ศ. 2534 - 2535 และ ครั้งที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2544 - 2546 เป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ สมัยนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น



ความเก่าแก่และความศักสิทธิ์ขององพระธาตุที่แม้จะสร้างทับหรือบูรณะกี่รอบก็ยังสัมผัสได้ เจดีย์พระธาตุที่สูงถึง 17 เมตร ฐานเป็นทรงบัวคว่ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ เส้นรอบวงพระธาตุ 43.70 เมตร ภายในบรรจุพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้า ด้านบนปิดทองเหลืองอร่าม  ล้อมด้วยผ้าทิพย์ มีกำแพงแก้วล้อมทุกทิศทาง ด้านหน้ามีแท่นบูชาเปิดให้ผู้คนที่ศรัทธาได้เข้ามากราบไว้อย่างเต็มที่

นอกจากพระธาตุในบริเวณใกล้เคียงยังมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สร้างมาหลายร้อยปีนั่นคือ “วิหาร” อันเก่าแก่ที่อยู่คู่กับวัดมาตั้งแต่เริ่มสร้าง จะสังเกตุเห็นว่าเป็นอาคารปูนที่ด้านบนเป็นเครื่องไม้  ตกแต่งลวดลายร่วมสมัย แต่ข้างในคือสุดยอดสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ถูกโอบไว้ด้วยอาคารใหม่ดั่งใข่ไดโนเสาร์ที่ถูกหุ้มด้วยปูน



ถัดจากวิหารไปไม่กี่ก้าวก็สะดุดกับแท่งหินที่เรียกว่า “ใบเสมา” แน่นอนว่ามันคือสัญลักษณ์ที่บอกว่าที่นี่คือ “พระอุโบสถ” อาคารที่ใหญ่โต โอ่โถ่งแห่งนี้คือสถานที่ประกอบพิธีของเหล่าพระสงฆ์  มีลักษณะเหมือนพระอุโบสถทั่วไป  ที่สะดุดตา คือประติมากรรมหน้าประตู เป็นรูปสัตว์สองตัวที่ทำหน้าที่เฝ้าอุโบสถ  นั่นคือ “สิงห์” นั่นเอง ที่บอกว่าสะดุดเพราะรูปร่างมันน่ารักเกินกว่าจะเป็นสิงห์

การเดินทางมายังพระธาตุขามแก่นนั้นไม่ยาก เพราะตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นเพียงเล็กน้อย เพียงขับรถไปตามถนนขอนแก่น - ยางตลาด เลี้ยวซ้ายบ้านพรหมนิมิตร อ.เมืองขอนแก่นประมาณ 15 ก.ม. ก็จะถึงวัดเจติยภูมิอันเป็นที่ตั้งพระธาตุขามแก่นนั่นเอง หรือสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลได้ที่ เบอร์ 089-5753873 วัดเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 6.00น. – 19.30น.
   
พระธาตุขามแก่นนั้นเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้อนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นเราได้สักการบูชา แหล่งรวมจิตใจของทุกๆคน แม้ว่าเราจะแตกต่าง  แต่จิตใจของคนขอนแก่นที่รวมอยู่ที่นี่นั้นเหมือนๆ กัน และสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนต้องช่วยกันกระทำไม่ใช่การกราบไว้พระธาตุ แต่คือการทำให้พระธาตุยังเป็นศูนย์รวมจิตใจให้เราและรุ่นหลังให้ตราบนานเท่านาน ตามวิถีแห่งผู้มีจิตใจแห่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่แท้จริง



อ้างอิง

วัดพระธาตุขามแก่น สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558, จาก  https://www.facebook.com/Prathat.KK

วัดพระธาตุขามแก่น สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558, จาก  http://www.faiththaistory.com/khamkaen/

วัดพระธาตุขามแก่น สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558, จาก  http://www.touronthai.com

วัดพระธาตุขามแก่น สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558, จาก  https://th.wikipedia.org/

อ่านเพิ่มเติม »

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จังหวัดสกลนคร

โดย ปุณยวัจน์ ศุภวุฒิ

มีผู้กล่าวกันว่าหากได้มาเยือนจังหวัดสกลนครแล้ว แต่ไม่ได้มาสักการะวัดพระธาตุเชิงชุมและหลวงพ่อพระองค์แสน ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงจังหวัดแห่งนี้

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีเนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา ตั้งอยู่ปลายสุดของถนนเจริญเมือง มีอาณาเขตในแต่ละด้าน คือ ทิศเหนือและทิศตะวันออก  ติดกับทะเลสาบหนองหารและบ้านเรือนชุมชน ทิศตะวันตก  ติดกับถนนเรืองสวัสดิ์  ทิศใต้  ติดกับถนนเจริญเมือง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสกลนครมาช้านาน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธีสำคัญของ จังหวัดสกลนครอีกด้วย


ที่มา: https://th.wikipedia.org/

การสร้างวัดพระธาตุเชิงชุมนั้นไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด มีแต่เพียงตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์ ได้เสด็จจากพระวิหารเชตวัน  พระองค์ทรงเสด็จมาตามลำแม่น้ำโขง และได้เสด็จผ่านไปยังรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ  อันได้แก่  พระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทโพนเพล พระพุทธบาทเวินปลา ภูกำพร้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุพนม พระพุทธบาทที่ภูน้ำลอดเชิงชุม พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามกกุ-สันธะ พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามโกนาคมะ และพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพระนามกัสสปะ

เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงบริเวณที่ตั้งวัดพระธาตุเชิงชุมในปัจจุบัน  พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ เจ้าผู้ครองเมือง ณ ขณะนั้นทรงทราบข่าว  พระองค์จึงได้เสด็จออกพร้อมด้วยพระนางนารายณ์เจงเวงราชเทวี  เพื่อมาต้อนรับพระพุทธองค์  พระพุทธองค์ได้มีพุทธประสงค์ให้พระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น  จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์ โดยบันดาลให้มีดวงมณีรัตน์ซึ่งมีรัศมีพวยพุ่งออกจากพระโอษฐ์พร้อมกันสามดวง พระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงเห็นเป็นอัศจรรย์ก็บังเกิดความศรัทธา เปล่งวาจาสาธุการด้วยความปิติ  พระเจ้าสุวรรณภิงคาระจึงถอดพระมงกุฎทองคำของพระองค์ สวมบูชารอยพระพุทธบาทไว้  จากนั้นจึงได้สร้างเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า พระธาตุเชิงชุม  ส่วนบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรอื่นๆ  ที่กล่าวถึงพระธาตุเชิงชุมนั้น มีปรากฏในพงศาวดารลาวในสมัยพระไชยเชษฐาธิราช  แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต อาณาจักรล้านช้าง  เรียกพระธาตุเชิงชุมว่า  พระธาตุหนองหาน

สิ่งก่อสร้างภายในวัดพระธาตุเชิงชุมประกอบไปด้วย  องค์พระธาตุเชิงชุม พระวิหาร อุโบสถ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หอกลอง และยังมีหลวงพ่อพระองค์แสน พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนครประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร ดังจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดตามลำดับดังนี้

พระธาตุเชิงชุม องค์พระธาตุนั้นหันหน้าไปทางทะเลสาบหนองหารที่อยู่ทางทิศตะวันออก  เป็นศิลปะแบบล้านช้าง  มีลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน  รูปทรงสี่เหลี่ยม  สูง  24  เมตร  ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ส่วนบนเป็นทรงบัวเหลี่ยม  ไม่มีลวดลายประดับ  ที่ฐานเจดีย์มีซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน  ซุ้มยอดประตูมีลักษณะเป็นยอดปราสาท  ข้างในทึบ  สร้างด้วยศิลาแลงและหินทรายแดง  มีซุ้มประตูหลอกแบบขอมอยู่ทางด้านทิศเหนือ  ทิศใต้  และทิศตะวันตก  ซุ้มประตูทางเข้าจริงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก


ที่มา: http://www.oknation.net/

พระวิหาร มีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร  ยาวประมาณ 30 เมตร หลังคาลดชั้น ด้านหน้าลด 2 ชั้น ด้านหลังลด 2 ชั้น เครื่องยอดหลังคาประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ป้านลมเป็นแบบนาคสะดุ้ง มีคันทวยรองรับหลังคา ประดับตกแต่งด้วยซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างอย่างงดงาม  เสาอาคารเป็นเสาสี่เหลี่ยมหัวบัวแวง

ภายในพระวิหารประดิษฐาน หลวงพ่อพระองค์แสน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประธาน ปางมารวิชัย เป็นศิลปะแบบเชียงแสน มีรัศมีเปลว เม็ดพระศกเล็ก พระพักตร์กลม  พระขนงโก่ง  พระนาสิกโด่ง  พระวรกายอวบอ้วน  ห่มจีวรบางแนบเนื้อ ห่มแบบเฉียง ปลายสังฆาฏิเสมอพระนาภี นิ้วพระหัตถ์ขวาทั้งสี่ยาวเรียวเสมอกัน  ประทับนั่งอยู่บนฐานชุกชีสูง 1.35 เมตร ขัดสมาธิราบ  ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 2 เมตร สูงจากฐานถึงพระเมาลี  3.20 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หันพระปฤษฎางค์เข้าหาองค์พระธาตุ หลวงพ่อพระองค์แสนเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร คู่กับองค์พระธาตุเชิงชุม ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ภายในพระวิหาร อีกทั้งยังเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากอีกองค์หนึ่งของประเทศไทย

พระอุโบสถ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2370  สร้างทับพระอุโบสถหลังเดิม มีลักษณะเป็นอุโบสถแบบโถง โครงสร้างเป็นไม้ก่ออิฐถือปูน หลังคาเป็นกระเบื้อง  หันหน้าไปทางทิศใต้ ภายในมีจิตรกรรมเป็นภาพเถาไม้เลื้อยเป็นแนวรอบอาคาร หน้าบันมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปเทพบุตรและเทพธิดา  ดาวประจำยาม  มังกรและเถาไม้เลื้อย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ ทั้งที่สร้างด้วยไม้และเป็นปูนปั้น

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์  เป็นบ่อน้ำที่มีมาพร้อมองค์พระธาตุเชิงชุม เดิมมีน้ำพุผุดขึ้นมาเนื่องจากเป็นปลายทางของลำน้ำใต้ดินซึ่งไหลมาจากเทือกเขาภูพาน  ผ่านศูนย์ราชการด้านทิศเหนือ  ผ่านใจกลางเมืองข้างวัดเหนือ  แล้วไหลมาผุดที่บริเวณนี้ เรียกว่า “ภูน้ำซอด” หรือ “ภูน้ำลอด” จากนั้นไหลผ่านไปที่สระพังทองในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ซึ่งอยู่ติดกับวัด ต่อมาปรากฏว่าปริมาณน้ำในบ่อลดน้อยลงเรื่อย ๆ  ทางวัดจึงได้มีการทำผนังกั้นไม่ให้ดินพังลงไป ในอดีตนั้นจะมีการนำน้ำจากบ่อน้ำที่นี่ไปประกอบพิธีกรรมสำคัญต่างๆ อีกด้วย

หอกลอง หรือ หอระฆัง มีลักษณะเป็นหอกลองสูง  มีทั้งหมดสามชั้น สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2503 โดยชาวเวียดนามที่ได้อพยพเข้ามาพำนักอาศัย ณ จังหวัดสกลนคร โดยมีจุดประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแก่องค์พระธาตุเชิงชุม อีกทั้งยังสามารถใช้บอกเวลายามต่างๆ ได้อีกด้วย

การเดินทางโดยรถยนต์มายังวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมือง  จังหวัดสกลนคร  นั้น  หากมาจากกรุงเทพ ฯ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 เมื่อถึง จังหวัดสระบุรี  ให้เลี้ยวขวาเข้า ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) ผ่าน จ.นครราชสีมา จากนั้นให้เลี้ยวไปทาง  อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น (ทางหลวงหมายเลข 2) ไปจนถึงบ้านท่าพระ จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 23 ผ่าน จังหวัดนครราชสีมา  และ  จังหวัดกาฬสินธุ์  และใช้ทางหลวงหมายเลข 213 เพื่อเข้าสู่จังหวัดสกลนคร    

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร  ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวสกลนครและนับเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งทางพุทธศาสนา  ซึ่งบรรพบุรุษของชาวสกลนครได้เฝ้าทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ด้วยความรัก  ความศรัทธาอย่างสูงสุด  สมควรที่คนรุ่นหลังจะสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษให้วัดพระธาตุเชิงชุมคงอยู่และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวสกลนครสืบไป


อ้างอิง

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร  จ.สกลนคร.  สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม  2558,  จาก https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระธาตุเชิงชุม

หลวงพ่อพระองค์แสน  วัดพระธาตุเชิงชุม.  สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม  2558,  จาก https://th.wikipedia.org/พระองค์แสน

แกะรอยอดีต “พระธาตุเชิงชุม” 4 อารยธรรม. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม  2558, จาก http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539692345

อ่านเพิ่มเติม »