Showing posts with label สถาปัตยกรรมขอม. Show all posts
Showing posts with label สถาปัตยกรรมขอม. Show all posts

ปราสาทหินเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์

โดย กชกานต์  แก่นจันทร์

เมื่อเรานึกถึงแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ เราทุกคนต่างก็จะนึกถึงสถานที่แห่งเดียวกัน นั่นก็คือปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดนี้ โดยเป็นสถาปัตยกรรมปราสาทหินที่สวยที่สุดในประเทศไทย เพราะสร้างขึ้นด้วยแต่จังหวัดบุรีรัมย์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เมื่อผู้มาเที่ยวจังหวัดนี้ได้แวะหลังจากได้เดินทางยังปราสาทหินพนมรุ้งแล้วนั่นก็คือ ปราสาทหินเมืองต่ำ ซึ่งระยะทางห่างจากพนมรุ้งไม่มากนัก เพราะสถานที่ตั้งของพนมรุ้งกับปราสาทหินเมืองต่ำ ต่างกันแค่บนเขากับเนินเขาเท่านั้น

ประวัติความเป็นมาของปราสาทหินเมืองต่ำตั้งอยู่ที่ บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ประวัติการก่อสร้างไม่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด เพราะไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอน แต่เชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาสนสถานในศาสนฺฮินดู ปราสาทเมืองต่ำยังมีความโดดเด่นในเรื่องคติภูมิจักรวาลเนื่องจากมีสระน้ำ 4 สระ ล้อมรอบ ปราสาท  5 ยอด จากคำภีร์ศิวะปุราณะกล่าวว่า พระอิศวรทรงน้ำด้วยพระเสโท สร้างแผ่นดินด้วยเมโท ใช้จุฑามณีปักลงที่ใจกลางของพื้นภพเป็นเขาพระสุเมรุให้เป็นแกนหลักของโลก และจักรวาล นำพระสังวาลมาสร้างเป็นทิวเขาสวมรอบเขาพระสุเมรุอีก 7 ทิว เรียกว่า สัตบริภัณฑคีรีเป็นที่สถิตของเทวดา


ปราสาทเมืองต่ำตั้งอยู่ที่ ตำบลห้วยจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

ปราสาทหินเมืองต่ำมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อขึ้นด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง มีสระน้ำล้อมรอบตัวปราสาท ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก คือ ปรางค์อิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงแผ่นเดียวกัน องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น เป็นปรางค์ประธาน มีมุขหน้า และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ที่ด้านนี้มีประตูเข้าปราสาทเพียงด้านเดียว ส่วนอีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก

ตัวอาคารของปราสาทประกอบด้วย

ปรางค์ประธาน   ตั้งอยู่ตรงกลางเยื้องมาข้างหน้าเล็กน้อย ระหว่างปรางค์บริวารทั้งสองมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์บริวารอีก 4 องค์ ทับหลังเป็นหินทราย ปัจจุบันปรางค์ประธานได้ถล่มลงมาแล้วคงเหลือเฉพาะฐานที่ก่อด้วยศิลาแลง ลักษณะอาคารใช้อิฐเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก พบเพียงฐานเป็นศิลาแลง และหน้าบันซึ่งสลักจากหินทราย เป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ศิลปะปาปวน สันนิษฐานว่าตัวปราสาทเป็นปราสาทหินทราย นอกจากนี้ยังได้พบหลักฐานลวดลายปูนปั้นประดับ ซึ่งสร้างถวายพระศิวะเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะได้มีการขุดพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ และพบทับหลังสลักพระศิวะ ในปาง "กัลยาณะสุนทะระมูรติ" ส่วนบนของทับหลังจำหลักภาพฤๅษีนั่งประนมมือเป็นแถว จำนวน 7 ตน


ที่มา: http://info.dla.go.th/

ตัวปราสาทประธาน  เป็นอาคารสำคัญที่สุด สร้างอยู่ตรงกึ่งกลาง ใช้ประดิษฐานรูปเคารพ และประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า ประกอบด้วยอาคารอิฐ 5 องค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน องค์ปราสาทก่อด้วยอิฐเรียงเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์และแถวหลัง 2 องค์ แสดงสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล ปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางของแถวหน้า มีขนาดใหญ่กว่าปราสาทบริวาร หักพังเหลือเพียงฐาน ปราสาทประธานเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์

กำแพงแก้ว  ซึ่งก่อด้วยศิลาแลง ล้อมรอบองค์ปราสาท  มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า บนสันกำแพงประกอบด้วยบราลี กึ่งกลางกำแพงแก้วมีซุ้มประตูหรือโคปุระขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยหินทราย

ระเบียงคดและซุ้มประตู  เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นห้องแคบๆยาวๆล้อมรอบตัวปราสาท ห้องด้านข้างของระเบียงคดทำเป็นหน้าต่างประดับด้วยลูกมะหวด

บรรณาลัย  ประกอบด้วยกลุ่มอาคาร2หลัง ก่อสร้างด้วยอิฐ อยู่บริเวณด้านหน้าของกลุ่มปราสาทอิฐ ข้างละ 1 หลัง ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขและประตูทางเข้าด้านทิศตะวันตกด้านเดียว ส่วนผนังหลังคาพังลงหมดเหลือเพียงกรอบประตูและทับหลัง จากรูปแบบของอาคารเป็นสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์ ตำราทางศาสนา หรืออาจเป็นสถานที่ประดิษฐานรูปเคารพ

บาราย หรือ ที่เรียกว่า ทะเลเมืองต่ำ สร้างปราสาทหินขึ้นมาพร้อมด้วยบาราย  ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ อยู่ห่างจากตัวปราสาทเมืองต่ำไปทางทิศเหนือราว 200 เมตร สร้างขึ้นเพื่อการอุปโภค การชลประทานของชุมชน มีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาวประมาณ 1,090 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ก่อขอบสระด้วยศิลาแลง 3 ชั้น บนขอบสระด้านยาว คือ ด้านทิศเหนือและทิศใต้มีท่าน้ำเป็นชานกว้าง ขนาดกว้างประมาณ 6.90 เมตร ยาว 17 เมตร ปูพื้นด้วยศิลาแลงลาดลงไปยังฝั่งน้ำ ซึ่งก่อบันไดท่าน้ำเป็นทางลงสระรวม 5 ขั้น ท่าน้ำทั้ง 2 ฝั่งนี้อยู่ในแนวตรงกันประมาณกึ่งกลางของขอบสระ



ลานปราสาทหินเมืองต่ำและสระน้ำ  อยู่ระหว่างกำแพงแก้วกับระเบียงคด มีสระน้ำหักมุมตามแนวของกำแพงส่วนที่ว่างระหว่างสระน้ำเป็นทางเดินในแนวตรงกับซุ้มประตูระเบียงคดและซุ้มประตูกำแพงแก้วสระ  ทั้ง 4 กรุด้วยศิลาแลงเรียงเป็นขั้นบันไดลงถึงก้นสระ ขอบบนสุดสลักเป็นลำตัวพญานาคหินทรายทอดตัวไปตามแนวของขอบสระ ชูคอแผ่พังพานที่มุมสระ เป็นนาค 5 เศียรเกลี้ยงๆ ไม่มีเครื่องประดับศรีษะ เป็นลักษณะศิลปะอินเดียในแบบปาปวน

การเดินทางมายังปราสาทเมืองต่ำ ถ้ามาจากกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดสระบุรี แล้วเลี้ยวขวาตรงทางหลวงหมายเลข 24 ไปจังหวัดอุบลราชธานี แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนหมายเลย 219 ในตัวอำเภอประโคนชัย แล้วเลี้ยวขวาตามทางหลวงหมายเลข 2165 ตามทางมาเรื่อยๆก็จะเจอปราสาทเมืองต่ำ

ปราสาทหินที่สร้างขึ้นในสมัยขอม เพื่อเป็นเทวสถานและศาสนสถานเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  สร้างขึ้นเพื่อการบูชาเทพ ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ที่สร้างอยู่บนที่สูง ก็เพื่อให้เหมือนอยู่บนเขาพระสุเมรุ ซึ่งอยู่ใกล้สรวงสวรรค์มากที่สุด ซึ่งเป็นเสมือนบริเวณใจกลางโลกและจักรวาล และนอกจากสร้างเพื่อความเชื่อทางศาสนาแล้ว ก็ยังเพื่อเป็นการแสดงบารมีของกษัตริย์  เพราะเชื่อว่ากษัตริย์เป็นผู้ที่เคยเป็นเทพลงมาเกิดยังโลกมนุษย์ นอกจากสร้างตัวปราสาทแล้วยังสร้างบาราย หรือที่เก็บน้ำไว้ให้ประชาชนอุปโภคบริโภคเพื่อสาธารณะประโยชน์ของประชาชน   ถึงแม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมาหลายศตวรรษแล้วก็ตามแต่คุณค่าของโบราณสถานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  ร่องรอยปราสาทหินเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวอารยธรรมของคนโบราณชั้นดี เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาความเป็นมา ของประวัติศาสตร์ ว่าครั้งนึงอารยธรรมขอมเคยมีอิทธิพล และยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าเพียงใด



อ้างอิง

ปราสาทหินเมืองต่ำ. [ออนไลน์] . ค้นหาเมื่อ 19 กันยายน 2558 , จาก https://www.gotoknow.org/posts/449531

ปราสาทเมืองต่ำ. [ออนไลน์] .ค้นหาเมื่อ 19  กันยายน 2558 , จาก  http://www.thaifolk.com/doc/muengtam.htm                                                                                    

ปราสาทเมืองต่ำ.[ออนไลน์] . ค้นหาเมื่อ 2 ธันวาคม 2558 , จาก http://place.thai-tour.com/buriram/prakhonchai/385

อ่านเพิ่มเติม »

พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

โดย รุ้งตะวัน ทุมสิทธิ์

พระปรางค์สามยอดเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญมากของจังหวัดลพบุรี เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เพราะเมื่อถามถึงจังหวัดลพบุรีคาดว่ามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์จะคิดถึงศาลพระกาฬ พระปรางค์สามยอด และงานโต๊ะจีนลิง  องค์พระปรางค์สามยอดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับศาลพระกาฬ จึงเป็นโบราณสถานที่เมื่อนักท่องเที่ยวแวะมาไหว้เคารพสักการะเจ้าพ่อพระกาฬแล้วต้องแวะมาเที่ยวปรางค์สามยอดกันทุกคน

แต่ก่อนอื่นๆ เรามาทำความรู้จักความสำคัญของเมืองลพบุรีกันก่อน ลพบุรีหรือชื่อดั้งเดิมคือ เมืองละโว้ เป็นเมืองแห่งความหลากหลายและต่อเนื่องทางวัฒนธรรมมายาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) ลพบุรีได้ตกอยู่ใต้อำนาจมอญและขอมจนกระทั่งในตอนต้นของพุทธศตวรรษที่ 19 คนไทยจึงเริ่มมีอำนาจขึ้นในดินแดนแถบนี้ หลังจากนั้นมาเมืองลพบุรีได้ลดความสำคัญลงไป จนกระทั่งมาถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2213) ลพบุรีได้รับการทำนุบำรุงครั้งใหญ่ สืบเนื่องมาจากการคุกคามของชนชาติฮอลันดาที่ติดต่อค้าขายกับไทย ทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีแห่งที่สองขึ้น เพราะลพบุรีมีลักษณะทางยุทธศาสตร์เหมาะสมในการป้องกันพระนคร โดยได้รับความช่วยเหลือจากช่างชาวฝรั่งเศสและอิตาลี อีกทั้งพระองค์ยังได้ประทับอยู่ที่ลพบุรีเป็นส่วนใหญ่ และโปรดให้ทูตและชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าพระองค์ที่เมืองนี้หลายครั้ง


ที่มา: http://www.unseentravel.com/

ส่วนพระปรางค์สามยอด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองลพบุรี ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี บนเนินดินด้านตะวันตกของทางรถไฟ ใกล้กับศาลพระกาฬ มีลักษณะเป็นปรางค์เรียงต่อกันสามองค์ สูงประมาณ 15 เมตร  ทั้งปรางค์สามองค์มีทางเดินเชื่อมต่อกันโดยตลอด เป็นศิลปะเขมรแบบบายน ปัจจุบันเครื่องประดับที่หุ้มจะร่วงลงมาบ้างบางส่วนแต่ก็ยังสามารถสังเกตได้ว่าการประดับภายนอกของปรางค์มีการจัดทำด้วยความประณีต ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ด้านในองค์พระปรางค์ทั้งสามยอด  เดิมได้โบกปูนไว้อย่างประณีตเหมือนด้านนอก  ปัจจุบันปูนเหล่านั้นได้ถูกกะเทาะออกเกือบหมดแล้ว  ภายในองค์ปรางค์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิขนาดใหญ่มาประดิษฐาน ซึ่งเป็นศิลปะแบบสมัยอยุธยาตอนต้น  อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 มาประดิษฐานไว้ด้วย

พระปรางค์สามยอดนี้สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นเทวสถานของขอมในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ปรางค์องค์กลางมีฐานแต่เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและมีเพดานไม้เขียนลวดลายเป็นดอกจันทน์สีแดง องค์ขวาประดิษฐานพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร องค์ซ้ายประดิษฐานรูปนางปรัชญาบารมิตาหรือนางปัญญาบารมี ชายาของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นเทวสถาน สังเกตได้โดยจะมีฐานศิวลึงค์ปรากฏอยู่ในองค์ปรางค์ทั้งสามองค์ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์สามยอดให้เป็นวัดในพุทธศาสนา แล้วสร้างพระวิหารก่อด้วยอิฐ ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาผสมแบบยุโรป ในส่วนของประตูและหน้าต่าง ภายในวิหารประดิษฐานพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ศิลปะในสมัยอยุธยาตอนต้น ปัจจุบันเหลือแต่รอยฐานที่ก่อขึ้นสำหรับไว้พระพุทธรูปเท่านั้น

รูปทรงของพระรางค์มีลักษณะป้อมๆ มีผู้เปรียบว่าปรางค์สามยอดมีลักษณะเหมือนงาช้างแรกงอกหรือหัวปลีหงาย รอบๆองค์พระปรางค์มีลวดลายปูนปั้นที่ประณีตงดงาม ถ้าสังเกตลวดลายปูนปั้นให้ดีจะเห็นว่ามีความแตกต่างของฝีมือช่าง คือ ลวดลายที่อยู่ตอนบนเป็นลายละเอียดนูนและลึกมาก เข้าใจว่าเป็นฝีมือดั้งเดิม ส่วนตอนล่างๆ เป็นลายบางๆ ไม่นูนและลึกมาก เข้าใจว่าเป็นการซ่อมเสริมสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตรงซุ้มประตูเดิมมีทับหลัง แต่ที่เหลือในปัจจุบัน คือ เสาประดับกรอบประตูแกะสลักเป็นรูปฤๅษีนั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งเป็นแบบเฉพาะของเสาประดับกรอบประตูศิลปะเขมรแบบบายน นอกจากนั้นยังมีลวดลายการตกแต่งส่วนต่างๆ ที่งดงาม เช่น

ลวดลายประดับส่วนยอดหรือศิขระ สร้างด้วยหินทรายเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายซ้อนกัน 3 ชั้น ถัดลงมาเป็นการยกเก็จสามเก็จตรงด้านและมุมประดับ ด้วยกลีบขนุนทำจากศิลาแลง และบางส่วนทำจากปูนปั้นเป็นรูปบุคคลยืนอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว


ที่มา : http://www.oknation.net/

บัวรัดเกล้าเรือนธาตุ ประกอบไปด้วย แถวบนสุดเป็นลายดอกไม้กลม ถัดลงมาปั้นปูนเป็นรูปกลีบบัวหงาย แถวถัดลงมาเป็น ลายดอกซีกดอกซ้อน รูปหงส์ ลายกลีบบัวหงาย ลายก้านขด และดอกบัวตูม เรียงเป็นแถว ลวดลายละ 1 แถวรวมเป็น 3 แถว จบด้วยลายกรวยเชิงเป็นรูปเกียรติมุข (หน้ากาล) คายเฟื่องอุบะ

ตอนกลางของเรือนธาตุ  มีลายปูนปั้นประดับเป็นลายก้านขดที่แถวบนสุด ถัดลงมาเป็นบัวฟันยักษ์คว่ำ หน้ากระดานเป็นลายกระจังประกอบกัน เป็นลาย กากบาทแทรกด้วยลายประจำยามลายเล็กและลายดอกซีกดอกซ้อน ถัดลงมาเป็นลายกลีบบัวหงาย ลายกระหนกวงโค้ง ลายดอกบัว ตอนล่างสุดเป็นลายกรวยเชิงตามลำดับ


ที่มา : http://www.oknation.net/

บัวเชิงเรือนธาตุ ด้านบนสุดเป็นรูปใบหน้าของชาวจามที่เป็นศัตรูกับชาวเขมรที่ถูกประดิษฐ์เป็นใบหน้าของยักษ์ประกอบกับลายกรวยเชิง อันเป็นที่ นิยมมากในศิลปะแบบบายนของกัมพูชา ถัดลงมาเป็นลายดอกบัว สันลูกแก้วอกไก่เป็นลายรักร้อย และบัวฟันยักษ์คว่ำ ลายก้านขด และดอกซีกดอกซ้อน ลายละหนึ่งแถวตามลำดับ นับเป็นร่องรอยความงดงามแห่งอดีตที่หลงเหลือมาให้พวกเราได้ศึกษาเรียนรู้กัน


ที่มา : http://www.oknation.net/

ผู้ใดที่สนใจอยากมาเที่ยวชนพระปรางค์สามยอดสามารถเดินทางมาได้ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น. เว้นวันจันทร์และอังคาร มีค่าธรรมเนียมเข้า คนไทยท่านละ 10 บาท ชาวต่างชาติคนละ 30 เท่านั้นในบริเวณข้างๆมีอาหารลิงจำหน่ายเป็นพวกถั่ว และกล้วยบริการ ในบริเวณปรางค์สามยอดนั้น เป็นบริเวณที่มีลิงเต็มไปหมดและก็จะมีนักท่องเที่ยวที่ซื้ออาหารมาฝากลิงเหล่านี้เป็นประจำ  ให้อาหารลิงอย่างใกล้ชิด อาหารพวกนมเปรี้ยว นมหวานเป็นอาหารที่ลิงชอบกินมากๆ และก็นับได้ว่าเป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งในการมาเที่ยวจังหวัดลพบุรี

ผู้ที่ได้มาเยือนเมืองลพบุรี ควรต้องมาสัมผัสกับความวิจิตรพิสดารของพระปรางค์สามยอดสักครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝีมือจำหลักหินทรายที่ยอดเยี่ยมหรือลวดลายปูนปั้นได้ราวกับมีชีวิตและวิญญาณ ทั้งทัศนียภาพขององค์พระปรางค์สามยอดที่ตัดกับท้องนภาสีฟ้า และพื้นหญ้าสีเขียวกับความวุ่นวายของเหล่าลิงน้อยใหญ่ที่วนเวียนคอยหาอาหารจากนักท่องเที่ยว เชื่อแน่นอนว่าจะต้องรู้สึกประทับใจไม่แพ้ที่อื่นแน่นอนค่ะ




อ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). ลพบุรี ธานีแห่งอารยธรรม. กรุงเทพฯ:กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัด. พระปรางค์สามยอด(ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://place.thai-tour.com/lopburi/mueanglopburi/1666  . (วันที่ค้นข้อมูล 18 กันยายน 58)

ไปด้วยกันดอทคอม. พระปรางค์สามยอด(ออนไลน์). สืบค้นจาก : http://www.paiduaykan.com/province/central/lopburi/prangsamyod.html . (วันที่ค้นข้อมูล 29 พฤศจิกายน  58)

อ่านเพิ่มเติม »