Showing posts with label วัดทางภาคเหนือ. Show all posts
Showing posts with label วัดทางภาคเหนือ. Show all posts

วัดปงสนุกเหนือ จังหวัดลำปาง

โดย ศิริพร จันทะศูนย์

เมื่อพูดถึงจังหวัดลำปาง เส้นทางผ่านที่ก้าวไปสู่ประตูล้านนา หลายคนคงจะนึกถึงภาพเมืองสวยๆมีพระธาตุลำปางหลวงเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองไม่ก็นึกถึงชามตราไก่ หรือไม่ก็รถม้าโดยสารที่เป็นเอกลักษณ์ประจำเมือง แต่ที่จริงแล้วเมืองลำปางยังมีวัดวาอารามที่มีประวัติศาสตร์เก่า แก่อีกหลายที่ที่น่าสนใจให้ได้เข้าไปเยี่ยมชม สักการะ และศึกษาถึงที่มาพร้อมประวัติศาสตร์ของแหล่งโบราณสถาน วัดวาอารามนั้นๆ เมื่อมีโอกาสมาเยือนถิ่นฐานบ้านเมืองเหนือทั้งที สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด ก็คือ การเยี่ยมชมวัดวาอารามเก่าแก่ ที่มีความน่าสนใจทั้งประวัติความเป็นมา ลวดลายของสิ่งปลูกสร้างดังเช่น  “วัดปงสนุก”


ที่มา : http://www.chomthai.com/

วัดปงสนุก หรือวัดปงสนุกเหนือ ตั้งอยู่ในเขต ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นวัดสำคัญคู่กับจังหวัดลำปางมาช้านาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยที่เจ้าอนันตยศ ราชบุตรของพระนางจามเทวีแห่ง    หริภุญไชย (ลำพูน) เสด็จมาสร้างเขลางค์นคร (ลำปาง) เมื่อ พ.ศ.1223 หรือ 1,328 ปีก่อน

วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดศูนย์กลางเมืองเขลางค์ยุคที่ 2 ในสมัยล้านนา หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงวัดปงสนุก ย้อนไปถึงปี พ.ศ. 1929 ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า “วัดเชียงภูมิ” เป็นสถานที่ที่หมื่นโลกนคร ผู้รักษาเมืองเขลางค์ใช้ตั้งรับทัพอยุธยาที่ยกขึ้นมาตีล้านนา ต่อมาอีก 400 ปี วัดแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดปงสนุก” โดยมีการแบ่งเป็นด้านเหนือและด้านใต้ ดังหลักฐานจากคัมภีร์ใบลานของวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน กล่าวถึงการฉลอง “วัดปงสนุกใต้” ในปี พ.ศ. 2352 และในปี พ.ศ. 2402 จากบันทึกของครูบาอาโนชัยธรรมจินดามุนีอดีตพระราชาคณะหัวเมืองได้กล่าวถึงการบูรณะภูเขาจำลอง วัดปงสนุกเหนือ หลังจากนั้นอี 27 ปี คือปี พ.ศ. 2429 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดปงสนุกครั้งใหญ่ โดยทำการซ่อมพระเจดีย์ สร้างฉัตร ก่อซุ้มประตูโขง วิหารหลังมียอดหรือวิหารพระเจ้าพันองค์และจัดฉลอง โดยนิมนต์พระสงฆ์มารับไทยทานกว่า 300 รูป


อ้างอิง : http://www.touronthai.com/
                   
ความรุ่งเรืองของวัดปงสนุกยังปรากฏอยู่ในงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้วัดเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น เจดีย์ วิหารพระนอน และ “วิหารพระเจ้าพันองค์” วิหารโถงทรงจัตุรมุขที่มีอายุกว่า 120 ปี ซึ่งมีรูปแบบงดงาม และเป็นแม่แบบให้อาคารหลังอื่นในประเทศไทย  ปัจจุบันวัดปงสนุกยังเป็นแหล่งรวมศิลปวัตถุอีกนานัปการ ทั้งพระพุทธรูปไม้ ซึ่งพบภายในห้องใต้หลังคาของวิหารพระเจ้าพันองค์  ภาพพระบฎเขียนเรื่องพระเวสสันดรบนผ้าและกระดาษสา ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 120 ปี หีบธรรมโบราณ และธงช้างเผือกขนาดใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้จัดแสดงงานที่พิพิธภัณฑ์หีบธรรมรัตนานุรักษ์อนุสรณ์ และพิพิธภัณฑ์หีบธรรมของวัดปงสนุก

วิหารหลังมียอด หรือวิหารพระเจ้าพันองค์ หรือวิหาร 12 ราศี หรือวิหารสะเดาะเคราะห์ ราว พ.ศ.2386 สร้างด้วยไม้ในลักษณะมณฑปหลังคาซ้อน 3 ชั้น บนสันหลังคาเหนือมุขทั้งสี่ สร้างปราสาทไม้จำลองขนาดเล็กหุ้มด้วยสังกะสีฉลุลายสื่อความหมายถึงทวีปทั้งสี่ รอบเขาพระสุเมรุ บริเวณชั้นระหว่างหลังคางดงามด้วยงานแกะสลักรูปกินรี สัตว์หิมพานต์ครึ่งคนครึ่งนก แต่งกายแบบราชสำนักพม่า และนกยูง สัญลักษณ์ของกษัตริย์ ประดับช่องหน้าต่างด้วย ลายฉลุรูปม้า วัว สิงห์ สัตว์ประจำทิศในพุทธศาสนา รวมถึงนรสิงห์เทินหม้อปูรณฆฏะ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ขนาบด้วยภาพชาดกเขียนสีบนพื้นไม้ใส่กรอบกระจกแสดงเรื่องการบำเพ็ญเพียรของพระพุทธเจ้า โครงสร้างของวิหารมีลักษณะเป็นมณฑปเปิดโล่งตรงกลางประดิษฐานพระพุทธรูปสี่องค์ พระพักตร์แต่ละองค์ก็หันออกไปยังทิศทั้งสี่ ในส่วนของหลังคามีลักษณะซ้อนกันสามชั้นซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงาม รวมไปถึงเสาสี่เหลี่ยมที่ค้ำตัววิหารมีลวดลายอันน่าวิจิตรปรากฏให้เห็นอยู่แทบทุกต้น และบริเวณด้านบนรอบในของตัววิหารนั้นได้รับการประดับด้วยพระพิมพ์องค์เล็กจำนวนมากถึง 1,080 องค์ นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ “วิหารพันองค์”                                                      

อ้างอิง :http://2g.pantip.com/

ลักษณะของวิหารพระเจ้าพันองค์ ห้องกลางวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปสี่องค์ หันพระพักตร์ออกสี่ทิศ ประทับนั่งใต้โพธิพฤกษ์ทำด้วยตะกั่ว ด้านล่างของฐานชุกชีประดับลวดลายรูปช้างนาคสิงห์ นกอินทรี มีรูปกินรีประดับมุมคอของชั้นสอง เสาสี่เหลี่ยมประดับด้วยกาบรูปกลีบบัว พร้อมทั้งมีปราสาทไม้จำลองขนาดเล็กหุ้มด้วยสังกะสีฉลุลายสื่อความหมายถึงทวีปทั้งสี่รอบเขาพระสุเมรุ

ซุ้มประตูโขง นอกจากนี้ยังพบว่า วัดปงสนุก เป็นสถานที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองเสาแรกของลำปาง ก่อนจะนำไปประดิษฐาน ณ บริเวณศาลากลาง(หลังเก่า) ซึ่งในปัจจุบันได้ทำการบูรณะเจดีย์และวิหารพระเจ้าพันองค์  เนื่องจากพระเจดีย์ มีอายุเก่าแก่เท่าๆกับดอยสุเทพ ที่จังหวัดเชียงใหม่ คือกว่า 500 ปี วิหารพระเจ้าพันองค์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ที่รวบรวมไว้ทั้งงานด้านจิตรกรรม สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างไทย จีน พม่า ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวของประเทศก็ว่าได้ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติ คนไทย และกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ เข้ามาค้นคว้าหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของวัดจำนวนมาก




อ้างอิง : http://salm.blob.core.windows.net/

เสาหลักเมืองเสาแรกของเขลางค์นคร หรือจังหวัดลำปาง จากประวัติศาสตร์พบว่า เป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การอพยพผู้คนในเหตุการณ์ช่วงปี พ.ศ.2346 ที่พญากาวิละได้ยกทัพเข้าโจมตีเมืองเชียงแสน ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นของพม่า และได้กวาดต้อนชาวเชียงแสนซึ่งเป็นชาวบ้านบ้านปงสนุกมาตั้งถิ่นฐานที่ลำปาง รวมถึงการอพยพของคนเมืองพะยาวที่หนีศึกพม่าลงมายังลำปาง ชาวปงสนุกเชียงแสน และชาวพะยาว จึงได้ ตั้งบ้านเรือนจนกลายเป็นหมู่บ้าน

การเดินทางมาที่วัดปงสนุกมีความสะดวก จากตัวเมืองลำปางให้วิ่งข้ามสะพานรัษฎาภิเศกมาจนพบกับสี่แยกไฟแดงจากนั้นให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนปงสนุก จากนั้นวิ่งต่อไปซักระยะจะพบวัดอยู่ทางขวา ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปงสนุก ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง หรือจะโทรไปสอบถามข้อมูลได้ที่ 054-228763 วัดนี้เปิดทำารตั้งแต่เวลาทำการ: 05.30 น. -  20.30 น. โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ วิหารพระเจ้าพันองค์หรือ วิหารจตุรมุข ที่มีพระพิมพ์ประดับอยู่ภายในรอบวิหารจำนวน 1,080

ปัจจุบัน “วัดปงสนุก” ได้กลายเป็นแหล่งรวบรวมของสิ่งสำคัญหลายอย่างที่ทรงคุณค่าทางด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม  ด้วยความเป็นวัดเก่าที่มากด้วยความสวยงาม แล้วก็ยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา อาทิ พระพุทธรูปไม้ เสาหงส์ ซุ้มประตูโขง ภาพพระบฎ เขียนเรื่องพระเวสสันดรบนผ้าและกระดาษสา หีบธรรมโบราณ และธงช้างเผือกขนาดใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทางวัดได้นำมารวมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษา และท้ายนี้หากมีโอกาสมาเยือนถิ่นรถม้าก็น่าจะบันทึกชื่อ วัดปงสนุก ไว้เป็นหนึ่งในจุดหมายก็คงจะดีไม่น้อย





อ้างอิง

วัดปงสนุกเหนือ. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2558 , จาก http://www.thaiticketmajor.com/ 

วัดปงสนุกเหนือ. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2558 , จาก http://www.lampang.go.th/travel/weblp/page/page12.html                                                                      
วัดปงสนุกเหนือ สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2558 , จาก http://www.manager.co.th/                                                   
วัดปงสนุกเหนือ สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2558 , จาก                                                                                   http://www.m-culture.go.th/lampang/index.php/                                                                                        
วัดปงสนุกเหนือ สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2558 , จาก                                                                                 http://www.banmuang.co.th/



อ่านเพิ่มเติม »

วัดเกตการาม จังหวัดเชียงใหม่

โดย ศิรดา  ฮอหรินทร์

หากจะกล่าวถึงวัดประจำปีเกิดนักษัตร คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงวัดเก่าแก่ชื่อดังแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีศิลปะสถาปัตยกรรมล้านนาที่งดงาม โดดเด่นด้วยอิทธิพลสุโขทัย และรายล้อมไปด้วยย่านเมืองเก่า ทำให้วัดเกตการาม เป็นสถานที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวเชียงใหม่

เดิมวัดเกตการามมีชื่อว่า วัดสระเกษหรือวัดเกตุแก้ว ตั้งอยู่บนถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1971 สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน (พระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราช) กษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 8 พระองค์ทรงโปรดให้พระยาเมือง พระยาคำ และพระยาลืม สร้างวัดเกตการามขึ้น โดยคำว่า "เกศ" มาจากชื่อของพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสถานที่สำคัญและน่าสนใจอีกหลายแห่งด้วยกันประกอบด้วย

พระเจดีย์เกษแก้วจุฬามณี เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา ฐานสี่เหลี่ยมย่อเก็จกว้าง 82 วา และยาว 63 วา แต่ละมุมฐานมีปูนปั้นรูปพญาครุฑ และเจดีย์บริวาร ทรงระฆังคว่ำประดับด้วยกระจกแก้วสี ส่วนยอดเป็นฉัตรสีทอง 7 ชั้น พระเจดีย์เกษแก้วจุฬามณีถูกกำหนดให้เป็นพระธาตุประจำปีจอที่สร้างขึ้นจำลองพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาไว้บนโลกมนุษย์ ด้วยเหตุที่มนุษย์เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา ไม่สามารถเดินทางไปถึงได้ นอกจากนี้องค์พระธาตุมีความเอียงเล็กน้อย เพราะไม่ต้องการให้ยอดเจดีย์ชี้ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงความอ่อนน้อม และไม่ล่วงเกินต่อพระเจดีย์เกศแก้วจุฬามณีองค์จริง


พระเจดีย์เกษแก้วจุฬามณี

ตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า ภายหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ง มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็นส่วนๆ โดยโทณพราหมณ์เป็นผู้แบ่ง และได้ขโมยซ่อนพระทันตธาตุไว้ในมวยผม จึงถูกพระอินทร์ลงมาขโมยต่อ แล้วนำพระทันตธาตุนี้ ไปประดิษฐานไว้ในพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อเจดีย์จุฬามณีเป็นเจดีย์ที่อยู่ไกลถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงมีการสมมุติให้เจดีย์องค์หนึ่งในประเทศพม่าเป็นที่กราบไหว้แทน คนไทยจึงเรียกเจดีย์องค์นี้ว่า “พระธาตุอินทร์แขวน” พระธาตุอินทร์แขวนองค์นี้ ตั้งอยู่บนก้อนหินสูง 5.5 เมตร ใต้เจดีย์เป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ โดยอนุญาตให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่จะข้ามเข้าไปกราบและปิดทองถึงพระองค์ธาตุได้

พระอุโบสถ เป็นอาคารปูนตามแบบสถาปัตยกรรมมาล้านนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด จุดเด่นคือ มีมกรคายนาคสีคล้ำ 2 ตัว ขนาบข้างไปกับราวบันไดแล้วม้วนชูตัวขี้นมา แสดงให้เห็นถึงศรัทธาอันแรงกล้าที่ต้องการรับใช้และปกป้องพระพุทธศาสนา และบานประตูไม้แกะอ่อนช้อยสลักรูปเทพพนมสีทองบนลวดลายสีแดง บริเวณด้านข้างบานประตูยังมีลวดลายปูนปั้นรูปกิเลน มังกร ปลา และต้นไม้แบบจีนประดับทั้งสองข้างบานประตู แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของชาวจีนที่อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำปิงเมื่อครั้นในอดีต ทำให้พระอุโบสถนี้มีความงดงามจากการผสมผสานวัฒนธรรมไทยและจีนได้อย่างลงตัว แม้พระอุโบสถหลังนี้จะปิดไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมได้ เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และจะเปิดใช้เฉพาะงานพิธีอุปสมบทเท่านั้น อีกทั้งยังห้ามสุภาพสตรีขึ้นไป แต่นักท่องเที่ยวก็สามารถชื่นชมความงดงามของพระอุโบสถได้จากทางด้านนอก


พระอุโบสถ
ที่มา : http://www.tripchiangmai.com/

พระวิหารหลวง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 9 ห้อง สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ตัวอาคารมีเสาคู่ในการรองรับหลังคาหน้าจั่วเรียงซ้อนกัน 5 ชั้น ชั้นนอกสุดเป็นมุขคลุมบริเวณหน้าบันไดนาค ส่วนเสาคู่นอกรองรับแนวหลังคาปีกนกย่อเก็จ 3 ตอนในแนวตะวันออก - ตะวันตก โดยแต่ละตัวเสามีลวดลายสีทองงดงาม บริเวณหัวเสาประดับด้วยแก้วอังวะ ส่วนหน้าบันประดับงานไม้แกะสลักลวดลายพรรณพฤกษา ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธปางมารวิชัย ทางด้านหลังของพระวิหารประดับด้วยกระจกแก้วสีต่างๆ เกิดเป็นลวดลายสวยงามมาก


พระวิหารหลวง
ที่มา : http://www.tripchiangmai.com/

ศิลาจารึกวัดเกต ตั้งอยู่บนมุขทางใต้ของพระวิหาร มีความกว้าง 58 เซนติเมตร สูง 176 เซนติเมตร หนา 21 เซนติเมตร จารึกด้วยอักษรฝักขามบนหินทรายสีแดง ด้านหน้าของศิลาจารึก อักษรเลือนหายไปหมด เหลือเพียงดวงศิลาจารึก ส่วนด้านหลังของศิลาจารึกยังพอหลงเหลือตัวอักษรอยู่บ้าง

กุฏิพระสงฆ์ สามเณร เป็นอาคารไม้ยกสูงสองชั้นที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมหลายส่วนเข้าด้วยกันอย่างลงตัวงดงาม ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมตะวันตกจะสังเกตได้จากมีการประดับตัวคิวปิดบริเวณบานประตู หรือจะเป็นศาลพระภูมิที่ได้ต้นแบบทั้งแนวคิดและรูปแบบมาจากพม่า ตัวอาคารมีทางขึ้นเป็นมุขยื่นออกมา 2 ด้าน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2462 โดยนายจีนอินทร์ และนางจีบ ซิ้มกิวฮั่วเซ้ง เพื่อใช้เป็นโรงเรียนสอนนักธรรมบาลี ปริยัติธรรม ต่อมาไม่มีการเรียนการสอนจึงปรับปรุงให้เป็นกุฏิพระสงฆ์ สามเณร


กุฏิพระสงฆ์
ที่มา : http://www.tripchiangmai.com/

พิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม เป็นอาคารไม้เก่าแก่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2543 จากความร่วมมือของคุณจรินทร์ เบนเและชาวบ้านย่านวัดเกต ทำการบูรณะกุฏิอดีตเจ้าอาวาสให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงของเก่าแก่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินตราที่ใช้ในอดีต ถ้วยโถโอชาม เสื้อผ้าชาวล้านนา พระพุทธรูปเก่าแก่ และภาพถ่ายเมืองเชียงใหม่ครั้งอดีต  ที่เมื่อเข้าไปชมแล้วรู้สึกราวกับว่านั่งไทม์แมชชีนไปดูเมืองเชียงใหม่ในอดีตกันเลยทีเดียว


พิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม
ที่มา : http://www.tripchiangmai.com/

สำหรับผู้ที่อยากไปเที่ยวชมวัดเกตการามนั้นสามารถเดินทางไปได้ไม่ยาก การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถขับจากตัวเมืองเชียงใหม่ตรงมาที่สะพานนวรัตน์ ข้ามสะพานแล้วให้เลี้ยวซ้ายเลียบตามถนนเจริญราษฎร์ (ถนนริมน้ำปิง) ประมาณ 500 เมตร จะเห็นวัดอยู่ฝั่งขวามือ หรือสามารถนั่งรถสองแถวแดงจากสถานีขนส่งอาเขต เชียงใหม่ มาลงที่หน้าวัดเกตการามได้เลย เสียค่าโดยสารเพียง 15 บาทเท่านั้น โดยวัดเกตการามเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น.

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด จะเห็นได้ว่าแม้จะผ่านกาลเวลามาหลายร้อยกว่าปี แต่วัดเกตการามยังคงเป็นสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีสถาปัตยกรรมล้านนาที่งดงาม จนกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนย่านวัดเกตการามได้เป็นอย่างดี




อ้างอิง

Lady Darika.  (2557).  นมัสการพระธาตุปีจอที่ “วัดเกตการาม” หัวใจฝั่งตะวันออกของแม่ปิง.  สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2558, จาก http://www.tripchiangmai.com/

Guidelanna.  (2558).  ไหว้พระธาตุประจำปีเกิด. สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2558, จาก http://www.guidelanna.com/

วัดเกตการาม วัดสวยเมืองเชียงใหม่.  (2557).  วัดเกตการาม วัดสวยเมืองเชียงใหม่.  สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2558, จาก http://www.chiangmaionly.com/วัดเกตการาม-วัดสวยเชียงใหม่/

อ่านเพิ่มเติม »

เที่ยวสุโขทัย - วัดมหาธาตุ1

วัดมหาธาตุ เป็นวัดสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่กลางเมือง ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ภายในวัดประกอบด้วยพระเจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือดอกบัวตูม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสุโขทัย ล้อมรอบไปด้วยเจดีย์รายทรงปราสาทแปดองค์เป็นเจดีย์ประจำมุมและประจำทิศ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน และยังมีเจดีย์อื่นๆ ที่มีขนาดและรูปทรงที่หลากหลายรวมกันมากถึง 200 องค์ กระจายอยู่โดยรอบ นอกจากนั้ยังมีวิหาร มณฑปพระอัฏฐารส และพระอุโบสถ อันเป็นร่องรอยที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนสุโขทัย



จัดทำโดย:

อานนท์ ศรีสุวรรณ์
ศิริพร จันทะศูนย์
เจนจิรา ยอดชัยภูมิ
ประภาพร อรดี
สลิตา พานคำ


สาขาอาณาบริเวณศึกษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อ่านเพิ่มเติม »

เที่ยวสุโขทัย - วัดสระศรี

วัดสระศรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุ ในเขตกำแพงเมือง ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยตั้งอยู่กลางสระน้ำขนาดใหญ่ที่ชื่อ ตระพังตระกวน โบราณสถานสำคัญภายในวัดประกอบด้วย เจดีย์ทรงระฆังหรือทรงลังกาเป็นประธานของวัด วิหารขนาดใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย เจดีย์ขนาดเล็กมีซุ้มสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ และพระอุโบสถซึ่งตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ  นับได้ว่าเป็นวัดที่มีทัศนียภาพที่สวยงามน่ามาเยี่ยมชมมากๆ อีกแห่งหนึ่ง



จัดทำโดย

กฤษฎา อินทรปพงศ์
ศรัณยา เจริญถนอม
ณานันท์ชนม์ คำใบ
ดุสิตา ภูสิงห์
เกศฎาพร อานแดง


สาขาอาณาบริเวณศึกษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อ่านเพิ่มเติม »

เที่ยวสุโขทัย - วัดมหาธาตุ2

วัดมหาธาตุ เป็นวัดใหญ่ตั้งอยู่กลางเมือง สร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นวัดสำคัญประจำกรุงสุโขทัย โดยมีพระเจดีย์มหาธาตุทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสุโขทัย เป็นประธานวัด ล้อมรอบไปด้วยเจดีย์น้อยใหญ่จำนวนมากถึง 200 องค์ ทางด้านตะวันออกของเจดีย์ยังมีวิหารหลวงขนาดใหญ่ สร้างด้วยศิลาแลง แต่เดิมเคยมีพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ประดิษฐานอยู่ แต่ปัจจุบันได้รับการเคลื่อนย้ายไปที่วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร  ภายในวัดยังมีมณฑปประดิษฐานพระอัฏฐารส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประทับยืนภายในซุ้ม ขนาบอยู่ทั้งสองข้างของพระเจดีย์ รวมแล้วมีสิ่งก่อสร้างจำนวนมากมายและมีรูปแบบศิลปะผสมผสานหลายยุคสมัย ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชมยิ่งนัก



จัดทำโดย:

ธรณินทร์ จารุรัตนานนท์
คณาธิป ศรีพัฒนกุล
ปริญญา แซ่จึง
จุไรวรรณ มาตราแสง
อุทุมพร ทัดบุตร


สาขาอาณาบริเวณศึกษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อ่านเพิ่มเติม »

เที่ยวสุโขทัย - วัดศรีชุม

วัดศรีชุมตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่าสุโขทัยทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ใกล้ๆกับประตูศาลหลวง ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สิ่งก่อสร้างสำคัญและเป็นประธานของวัดคือ อาคารพระมณฑป ที่มีผนังกำแพงหนาเนื่องจากเจาะเป็นอุโมงค์ที่ผนังขึ้นไปสู่ด้านบน ภายในพระมณฑปประดิษฐาน "พระอจนะ" พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่  ที่มีพุทธลักษณะงดงาม และมีเรื่องเล่าลือกันเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของ “พระพุทธรูปพูดได้” วัดศรีชุมจึงเป็นไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งของเมืองมรดกโลกสุโขทัยที่ไม่ควรพลาด




จัดทำโดย:

ปุณยวัจน์ ศุภวุฒิ
กชกานต์ แก่นจันทร์
เอกราช จันทา
ชนะพล ตนายะพันธุ์
กรรณิการ์ พรยิ้ม
มารุต พลายอยู่วงษ์

สาขาอาณาบริเวณศึกษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อ่านเพิ่มเติม »

เที่ยวสุโขทัย - วัดศรีสวาย

วัดศรีสวาย ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของวัดมหาธาตุ ในเขตกำแพงเมืองของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ประกอบด้วยปรางค์ 3 องค์ รูปทรงค่อนข้างเพรียว ซึ่งดัดแปลงมาจากทรงปราสาทแบบขอม องค์ปรางตั้งอยู่บนฐานเตี้ย แต่เดิมสร้างขึ้นเป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะเคยพบชิ้นส่วนของทับหลังรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ เทวรูป และศิวลึงค์ ต่อมาได้ถูกดัดแปลงให้เป็นพุทธสถาน มีการต่อเติมวิหารที่บริเวณด้านหน้าขององค์ปรางค์ วัดศรีสวาย นับได้ว่าเป็นโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ที่การผสมผสานด้านศิลปกรรม มีความน่าสนใจที่ไม่ควรพลาดชมเลยค่ะ



จัดทำโดย:

ปิยะกมล มหิวรรณ
รุ้งตะวัน ทุมสิทธิ์
ภัทรพร เหล่าอยู่คง
ศิรดา ฮอหรินทร์

สาขาอาณาบริเวณศึกษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น


อ่านเพิ่มเติม »