Showing posts with label ขอนแก่น. Show all posts
Showing posts with label ขอนแก่น. Show all posts

เมืองโบราณโนนเมือง จังหวัดขอนแก่น

โดย อานนท์  ศรีสุวรรณ์

แหล่งโบราณคดีที่ปรากฏร่องรอยหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอดีต เป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการศึกษาวิถีชีวิตและพัฒนาการของมนุษย์แต่ละยุคสมัย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีแหล่งโบราณคดีที่มีร่องรอยของชุมชนโบราณปรากฏอยู่หลายแห่ง จึงนำไปสู่การขุดค้นทางโบราณคดีที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ เมืองโบราณโนนเมืองก็เป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีสำคัญเหล่านี้

เมืองโบราณโนนเมือง ตั้งอยู่ที่ บ้านนาโพธิ์ ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ  จังหวัดขอนแก่น เป็นแหล่งโบราณคดีที่ปรากฏร่องรอยหลักฐานถึงการอาศัยอยู่ของมนุษย์ในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ซึ่งเมืองโบราณแห่งนี้ได้เคยเป็นชุมชนในช่วง 2,500 – 2,000 ปีมาแล้ว มีผู้คนอาศัยอยู่จนกระทั่งถึงวัฒนธรรมสมัยทวารวดี  ช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 16  ประมาณ 1,400 – 1,000 ปีมาแล้ว มีเนื้อที่ทั้งหมด 216 ไร่ พื้นที่ชั้นในค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 420 เมตร ชั้นนอกรูปทรงค่อนข้างรี กว้างประมาณ  600 เมตรมีคูเมืองล้อมรอบ 2 ชั้น ระยะห่างกันประมาณ 200 เมตร ด้านทิศใต้มีแม่น้ำเชิญไหลผ่าน  พื้นที่รอบนอกตัวเมืองเป็นที่ลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก  (ภาพที่ 1)


ภาพที่ 1 ภาพถ่ายทางอากาศแสดงขอบเขตพื้นที่เมืองโบราณโนเมือง
ที่มา : http://haab.catholic.or.th/

จากการสำรวจของกรมศิลปากรโดยหน่วยงานศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น (ปัจจุบันคือ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 7 ขอนแก่น)ได้ดำเนินการขุดข้น ในปี 2525 จำนวน 7 หลุมพบโครงกระดูกจำนวน 11 โครง และในปี 2534 -2535 ได้รับงบประมาณการศึกษาและพัฒนาแหล่งเรียนรู้จากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวง (โครงการอีสานเขียว) จึงได้ขุดค้นเพิ่มเติมอีก 6 หลุมพบโครงกระดูจำนวน 17 โครง โดยจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑสถานกลางแจ้งให้ผู้ที่สนใจได้ชมและศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนี้ได้อย่างใกล้ชิด  มีการขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ที่ความลึกจากพื้นดินประมาณ 270 เซนติเมตร  มีอายุราว 2,500 ปี  ที่มีการฝังตามแบบประเพณีโบราณ  มีธรรมเนียมการฝังสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ เช่น หม้อ  ภาชนะดินเผาที่มีทั้งดินเผาเขียนสีและลายขูดขีด (ลายเชือกทาบ) กำไลสำริด กำไลกระดูกสัตว์  เช่น  กระดูกหมู  กระดูกควาย  เขากวาง เปลือกหอย และกระดองเต่าใกล้กับโครงกระดูก เพื่ออุทิศให้กับผู้ตายตามคติความเชื่อในยุคสมัยนั้น (ภาพที่ 2)



ภาพที่ 2  โครงกระดูกมนุษย์ อายุราว 2,500 ปี พร้อมกับสิ่งของ ภาชนะดินเผา
ที่มา: http://www.holidaythai.com/

ยังพบเครื่องมือเหล็กประเภท จอบ เคียว และกระดูกของสัตว์ต่างๆ เช่น เก้ง กวาง และปลาหลายชนิด ทำให้สันนิษฐานได้ว่าในอดีต ชุมชนแห่งนี้ ดำรงชีพด้วยการทำการเกษตร นอกจากนี้แล้วยังพบใบเสมาหินทรายศิลปะสมัยทวารวดี ที่ถูกปักไว้เพื่อกำหนดให้เป็นพื้นที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในสมัยนั้น พื้นที่แห่งนี้ได้มีผู้คนอาศัยอยู่เรื่อยมาจนถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 จึงได้ถูกทิ้งร้างไปในที่สุด


ภาพที่ 3  ใบเสมาหินทราย
ที่มา :   http://info.dla.go.th/

หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญและสิ่งของที่ขุดค้นพบและมีความสมบรูณ์ได้ถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไม่ได้มีการจัดแสดงอยู่ที่เมืองโบราณแห่งนี้

ท่านที่สนใจอยากเดินทางมาเที่ยวชมเมืองโบราณแห่งนี้ สามารถเดินทางโดยใช้เส้นทาง ขอนแก่น  –    ชุมแพ (ทางหลวงหมายเลข 12) ระยะทางจากตัวเมืองขอนแก่นประมาณ 80 กิโลเมตร ผ่านตัวอำเภอชุมแพ ถึงที่ทำการไปรษณีย์เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 5 กิโลเมตร ก็จะถึงพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณโนนเมือง

ปัจจุบันเมืองโบราณโนนเมืองได้ถูกจัดตั้งให้เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาถึงร่องรอยโบราณคดีหลักฐานทางประวัติศาสตร์  โดยไม่เสียค่าเข้าชม โดยมีอาคารศูนย์ข้อมูลที่รวบรวมและจัดแสดงประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณโนนเมือง รวมทั้งมีอาคารจัดแสดงหลุมขุดค้น 5 หลุม สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวในอดีตของจังหวัดขอนแก่น รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน


ภาพที่ 4 อาคารจัดแสดงหลุมขุดค้น




อ้างอิง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , เมืองโบราณโนนเมือง. Retrieved 25 กันยายน 2558, from http://thai.tourismthailand.org/

สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม  , เมืองโบราณโนนเมือง. Retrieved 25 กันยายน 2558, from http://haab.catholic.or.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=1661:2013-05-16-03-36-47&catid=128:2012-07-27-08-28-55&Itemid=66

ไทยทัวร์ อินโฟ , เมืองโบราณโนนเมือง ขอนแก่น . Retrieved 25 กันยายน 2558, from http://thai.tourismthailand.org/

อ่านเพิ่มเติม »

พระมหาธาตุแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น

โดย จุไรวรรณ มาตราแสง

เจดีย์ใหญ่ทรงเก้าชั้น รูปทรงฐานสี่เหลี่ยม และมีสีสันเหลืองอร่ามเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความวิจิตรตระการตา มีความเป็นเอกลักษณ์   ตั้งเด่นอยู่ที่ริมบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น ที่รู้จักกันในนามว่า “พระมหาธาตุแก่นนคร” นับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวขอนแก่น ทำให้พระมหาธาตุเจดีย์เก้าชั้นแห่ง “วัดหนองแวง” กลายเป็นหนึ่งจุดสนใจที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ   ด้วยจิตศรัทธาในสถานที่แห่งนี้  จึงมีพุทธสาสนิกชนและนักท่องเที่ยวแวะเวียนนำดอกไม้ธูปหอมเข้ามาสักการบูชาพระประธาน  ตลอดจนเยี่ยมชมในความสวยของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

วัดหนองแวง ตั้งอยู่ที่ ถนนกลางเมือง ริมบึงแก่นนคร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2332 พร้อมกับวัดกลาง และวัดธาตุ โดยท้าวเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนแรก ณ บ้านบึงบอน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2354 ท้าวจามมุตร ท้ายเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนที่ 2 ได้ย้ายเมืองไปอยู่บ้านดอนพันชาติ เขตเมืองมหาสารคาม และทำให้บ้านบึงบอนเป็นเมืองเก่า ปัจจุบันบ้านบึงบอนตั้งอยู่ เลขที่ 593 ถนนกลางเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น  บ้านบึงบอนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรก จากพระยานครศรีบริรักษ์ เมื่อปี พ.ศ. 2442 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2527 มีที่ดินทั้งหมด 26 ไร่ 65 ตารางวา ที่ดินมีลักษณะเป็นที่ราบคล้าย 6 เหลี่ยม มีสามหมู่บ้านล้อมรอบและมีบึงแก่นนครอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด


ที่มา: http://travel.thaiza.com/

ส่วนพระมหาธาตุแก่นนคร สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และ มหามังคลานุสรณ์ 200 ปี องค์พระมหาธาตุมีลักษณะเป็นฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 50 เมตร ความสูง80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุม มีทางเข้าออก 4 ทางอยู่ตรงกลางกำแพงแก้วแต่ละด้าน ตกแต่งด้วยบันไดนาคอย่างสวยงาม ด้านหน้ามีลานพระพุทธรูป มีช้างยืนอยู่ในสวนที่จัดขึ้นอย่างร่มรื่น

บริเวณทางเดินก่อนเข้าไปในตัวเจดีย์เรียกว่า “ลานประทักษิณ” ซึ่งลานประทักษิณจะล้อมรอบองค์พระมหาธาตุมีลักษณะลวดลายของพื้นเหมือนกันทุกชั้นและสารถเดินวนรอบเจดีย์ได้ แต่ความกว้างของแต่ละชั้นก็จะค่อยลดลงตามระดับความสูงของเจดีย์ ส่วนยอดของพระมหาธาตุเป็นทรงเจดีย์ จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น ซึ่งเป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน เป็นลักษณะแบบชาวอีสานปากแห

พระมหาธาตุมีเจดีย์ใหญ่ทรงเก้าชั้นเป็นสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจซึ่งแต่ละชั้นก็จะมีความสำคัญที่แตกต่างกันไป


ที่มา: http://www.manager.co.th/

ชั้นที่ 1 เป็นหอประชุม มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุ (ส่วนอก) และพระธาตุของพระสาวกประมาณ 100 องค์ ประดิษฐานอยู่ บานประตู หน้าต่าง แกะสลักภาพนิทานเรื่องจำปาสี่ต้น แบบ 3 มิติ และมีจิตรกรรมฝาผนังประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น

ชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ของชาวอีสาน โดยเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในปัจจุบัน พร้อมทั้งทีการวาดลวดลายบนผนังที่เกี่ยวกับข้อห้ามของคนอีสาน ที่เรียกว่า “คะลำ” ซึ่งเป็นแนวประพฤติตนในการอยู่ร่วมกันของชาวอีสาน โดยแต่ละภาพก็หมายถึงข้อห้ามแต่ละข้อ ซึ่งมีทั้งหมด 35 ข้อ บานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์ และภาพแกะสลักนิทานเรื่องสังศิลป์ชัย

ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติบานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องนางผมหอม เป็นนิทานที่ได้เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณของชาวอีสาน และในชั้นที่สามนี้ได้รวบรวมตาลปัตร พัดยศ และเครื่องอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่น

ชั้นที่ 4 เป็นหอปริยัติธรรม ภายในมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า ภาพวาดที่บานประตู หน้าต่าง เป็นภาพพระประจำวันเกิด เทพประจำทิศ และตัวพึ่ง-ตัวเสวย

ชั้นที่ 5 เป็นหอพิพิธภัณฑ์ มีบริขารของหลวงปู่พระครูปลัดบุษบา สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดรูปที่ 6 บานประตูหน้าต่างแกะสลักภาพพุทธชาดก

ชั้นที่ 6 เป็นหอพระอุปัชฌายาจารย์ บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานชาดกเรื่องเวสสันดร

ชั้นที่ 7 เป็นหอพระอรหันต์สาวก บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานเรื่องพระเตย์มีใบ้

ชั้นที่ 8 เป็นหอพระธรรม เป็นที่รวบรวมพระธรรม คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา พระไตรปิฏก ฯลฯ บานประตูแกะสลักรูปพรหม 16 ชั้น

ชั้นที่ 9 เป็นหอพระพุทธ ตรงกลางมีบุษบก เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บานประตูแกะสลักภาพ 3 มิติ รูปพรหม 16 ชั้น

หากท่านใดสนใจมาท่องเที่ยวที่วัดหนองแวงมาได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 การเดินทางเมื่อมาถึงแยกประตูเมืองขับไปตาม ถ.ศรีจันทร์ ผ่านตลาดบางลำพู แล้วเลี้ยวขวาเข้า ถ.กลางเมืองผ่านสถานีตำรวจอำเภอเมือง และวัดกลาง ไปประมาณ 400 เมตร วัดหนองแวงจะอยู่ทางซ้ายมือ

จากที่ได้กล่าวถึงลักษณะสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในแต่ละชั้นของเจดีย์  ทำให้พระธาตุแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทุกเพศทุกวัย เมื่อถึงเทศกาลต่างๆ เช่น เข้าพรรษา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ ก็จะมีพุทธศาสนิกชนมาสักการบูชาพระธาตุกันอย่างเนื่องแน่น ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนจะได้รับความประทับใจทั้งทางด้านความสวยงามของสถาปัตยกรรม และความรู้โดยจะบอกเล่าผ่านเรื่องราวต่างๆภายในแต่ละชั้นของเจดีย์ สุดท้ายนี้อยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชม “ พระธาตุแก่นนคร” แห่งนี้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทย




อ้างอิง

ตะลอนเที่ยวทั่วไทยทัวร์ออนไทยดอทคอม. (ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์). วัดหนองแวง (พระมหาธาตุแก่นนคร). ค้นข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.touronthai.com

นิตยสารคู่หูเดินทาง. (ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์). กราบไหว้นมัสการ พระมหาธาตุแก่นนคร (พระธาตุ 9 ชั้น) ณ วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น. ค้นข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.tlcthai.com/travel

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2557). พระมหาธาตุแก่นนคร.  ค้นข้อมูลวันที่ 2 ธันวาคม 2558, จาก : https://th.wikipedia.org

อ่านเพิ่มเติม »

วัดสระทองบ้านบัว จังหวัดขอนแก่น

โดย อุทุมพร ทัดบุตร

“มัญจาคีรีนามเมืองเก่า    บึงกุดเค้าคู่เมืองบ้าน
นมัสการหลวงปู่ผาง       ตลาดกลางที่นอนหมอน
แสนออนซอนดอนเต่า     งามลำเนาเขาภูเม็ง
เล็งชมกล้วยไม้ป่าบาน     โบราณสถานโนนศิลาเลข
สิมชั้นเอกวัดสระทอง    น้ำตกลือก้องห้วยเขผ้าไหมสุดเก๋หนองหญ้าปล้อง”

จากข้อความข้างต้นนั้นเป็นคำขวัญของอำเภอมัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ซึ่งได้แสดงถึงสิ่งที่โดดเด่นของท้องถิ่น มัญจาคีรีเป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญมากมาย หนึ่งนั้นที่ชาวมัญจาคีรีมีความภาคภูมิใจ คือ “สิมวัดสระทองบ้านบัว”

 วัดสระทองบ้านบัว ตั้งอยู่ที่บ้านบัว ต.กุดเค้า อ.มัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น วัดมีเนื้อที่     7 ไร่ 50 ตารางวา ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยอุโบสถหลังเก่า กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2456 และ อุโบสถหลังใหม่ กว้าง 5 เมตร ยาว 25 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2515

ประวัติความเป็นมาของวัดสระทองบ้านบัวเริ่มจาก พ.ศ. 2374 มีการเกิดโรคระบาด ชาวบ้านได้อพยพลูกหลานจากบ้านโนนเค้า (ปัจจุบันคือวัดป่ามัญจาคีรี) หนีโรคระบาดและการขาดแคลนน้ำบริโภค มาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมสระบัว ซึ่งมีดอกบัวขึ้นเต็มหนองสวยงามมาก จึงได้ตั้งชื่อว่าบ้านบัว ชาวบ้านได้สร้างสิมขึ้น นับว่าเป็นสิมแห่งแรกของดินแดนแถบนี้ การอพยพครั้งนั้น ได้อันเชิญพระพุทธรูปหินทรายแดงมาด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน


ที่มา: http://www.tamdoo.com/

สิ่งก่อสร้างเก่าแก่และสำคัญภายในสระทองประกอบได้แก่  “สิม” หรือ “โบสถ์” ที่เป็นโบราณสถานที่สำคัญ  และภายในสิมมีพระพุทธรูปประธาน ศิลาทรายอันเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ด้วย ดังจะกล่าวในรายละเอียดดังนี้

“สิม” เป็นคำเรียกโบสถ์หลังเล็กๆ แบบโบราณ สิมวัดสระทองบ้านบัวหลังนี้มีคุณค่าในทางเอกลักษณ์ช่างไท-อีสานพื้นบ้านได้อย่างเต็มเปี่ยม ให้ความรู้สึกแห่งความจริงใจและตั้งใจทำตามสติปัญญาความรู้ที่มี จึงบ่งบอกออกมาจากความบริสุทธิ์ซื่อซึ่งถือว่ามีคุณค่าในทางศิลปะ ลักษณะฝีมือดูเรียบง่ายใช้สีเพียง 2 – 3 สี ในการระบาย ลวดลายที่อยู่ภายนอก ตกแต่งด้วยงานปูนปั้นนูนต่ำ รูปคนขี่ช้าง รูปฉัตร 3 ชั้น เทวดา ดอกไม้รูปช้างมีสัปคับและคนขี่ช้าง


ที่มา: http://www.finearts.go.th/

สิมวัดสระทองบ้านบัวเป็นสิมทึบก่ออิฐถือปูนยาว 3 ห้อง ยาว 7.50 เมตร กว้าง 5 เมตร  ประตูเข้าด้านเดียว เจาะซุ้มหน้าต่างด้านข้าง มีซุ้มหลอกด้านผนังข้างพระประธาน  ปั้นปูนเป็นเสาเหลี่ยมย่อมุมยอดกลีบบัวมีดอก 4กลีบ ประดับกระจกเงาวงกลมเป็นแนวไปตลอด ซุ้มประตูก็ทำอย่างเดียวกัน แต่มีเพิ่มไม้แกะสลักส่วนวงกรอบบนโครงหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็งทั้งหมด  มีการแกะลวดลายลงบนขื่อ ผนังภายในสิมโล่งไม่ทำลวดลายหรือแต้มรูปแต่อย่างใด  หลังคาทรงจั่วชั้นเดียวมุงกระเบื้องซีเมนต์หางว่าว มีปีกนกยื่นคลุมตลอด เชิงชายฉลุไม้เป็นลายฟันปลาโดยรอบ

สิมวัดสระทองบ้านบัว นับได้ว่าเป็นอาคารทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่แสดงลักษณะที่เด่นชัดของพื้นที่ภาคอีสาน โดยใน ปี 2545 ได้รับรางวัลอาคารทรงคุณค่าด้านการอนุรักษ์มรดกและวัฒนธรรมแห่งเอเชียแปซิฟิก (Award of Merit) จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือที่เราเรียกกันว่า ยูเนสโก้  (UNESCO)    

ส่วนพระประธานภายในสิมวัดสระทองบ้านบัว เป็นพระพุทธรูปประธานศิลาทรายรูปแบบอีสานประดิษฐานอยู่ภายในสิม เล่ากันว่าก่อนที่จะมีการตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนบ้านบัว ชาวบ้านได้มีการอันเชิญพระพุทธรูปหินทรายแดงมาด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน ที่มีชื่อว่า “พระมงคลพุทธศิลาทอง” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อศิลาทอง” ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านตลอดมา


ที่มา: http://khonkaen.nfe.go.th/

โดยการเดินทางไปยังวัดสระทอง เริ่มจากตัวเมืองขอนแก่นขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (ขอนแก่น-ชุมแพ) ประมาณ 14 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายสู่ถนนหมายเลข 2062 (บ้านทุ่ม-มัญจาคีรี) เมื่อถึง อ.มัญจาคีรี ใช้เส้นทางหมายเลข 229  (มัญจาคีรี-ชัยภูมิ) ตรงไปจะถึงโรงพยาบาลมัญจาคีรี จากนั้นเลี้ยวขวาสู่ถนน ขก.3010 ข้างโรงพยาบาล แล้วตรงไปจนถึงบ้านบัว ทางเข้าวัดจะอยู่ทางซ้ายมือ รวมระยะทางจากตัวเมืองราว 60 กิโลเมตร

วัดสระทอง ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านบัว นอกจากนั้น วัดสระทองยังถือได้ว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งทางพุทธศาสนา บรรพบุรุษของชาวบ้านบัว ได้ร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาและทำนุบำรุงวัดแห่งนี้ด้วยความรัก ความศรัทธา และคนรุ่นหลังควรที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษด้วยการช่วยกันดูแลรักษาวัดสระทองให้คงอยู่และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านสืบไป




อ้างอิง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก:http://thai.tourismthailand.org (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

ท่องเที่ยวสะดุดตา. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก:http://www.sadoodta.com/info (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

อีสานแหล่งเรียนรู้อู่อารยธรรม. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก: http://i-san.tourismthailand.org (วันที่ค้นข้อมูล:26 กันยายน 2558)

อ่านเพิ่มเติม »